
ใช้กองทุนน้ำมันพยุงดีเซลถึงก.พ.54
นายกฯยันใช้กองทุนน้ำมันพยุงดีเซลถึงก.พ. 54 เหตุคุ้มค่า-มีเงินพอช่วยประชาชน ซีพีเอฟเตรียมใช้พลังงานแสงอาทิตย์
(17ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยดูแลราคาน้ำมันดีเซล เป็นการทำที่ไม่คำนึงถึงวินัยการเงิน ว่า ตนขอย้ำว่าในอดีตเคยมีการปล่อยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนเกือบแสนล้านบาท และเมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามา กองทุนน้ำมันติดลบ ซึ่งเราได้ขอว่าเราจะเก็บเงินเข้ากองทุนฯในช่วงที่น้ำมันมีราคาต่ำ จนทำให้กองทุนฯมีเงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้ช่วยประชาชนในจังหวะนี้ จึงเป็นการบริหารที่ดูภาพรวมมาตั้งแต่ต้น ส่วนการที่ไปเขียนวิจารณ์กันว่ามาตรการหลายอย่างในเรื่องการปฏิรูปประเทศ เป็นการแจกอะไรมากมายนั้น ทั้งที่จริงแล้วแทบไม่ได้ใช้งบประมาณเลย เพราะเป็นมาตรการที่เรากำลังสร้างความเป็นธรรมในสังคมโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ จึงขอให้ดูตามความเป็นจริง
รัฐบาลยังเดินหน้าการนำเงินของกองทุนน้ำมันมาช่วยราคาน้ำมันดีเซล เพราะตนยืนยันว่าเงินที่เราเก็บเข้ากองทุนฯประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท อยู่ในฐานะที่สามารถช่วยประชาชนได้ในตอนนี้และคุ้มค่าที่จะช่วย เพราะถ้าปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลทะลุลิตรละ 30 บาท แล้วนำมาสู่การขึ้นค่าขนส่งและราคาสินค้า จะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่า และเงินกองทุนน้ำมันก็มีไว้เพื่อดูแลเสถียรภาพของราคาน้ำมัน อีกทั้ง รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ใช่รัฐบาลที่อยู่ดีๆจะมาแจกกันเฉยๆ แต่เป็นรัฐบาลที่ตัดสินใจเก็บเงินเข้ากองทุนฯไว้ในช่วงที่ราคาน้ำมันต่ำเพื่อใช้ตอนที่ราคาน้ำมันสูง
เมื่อถามว่ามีการเตือนว่าถ้าประเมินสถานการณ์ผิด อาจทำให้เกิดความเสียหาย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องไปว่ากันอีกครั้งเมื่อถึงสถานการณ์นั้น แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กองทุนน้ำมันที่เคยติดลบหลายพันล้านบาท กลับมามีเงิน 3 หมื่นล้านบาท บวกอีก 3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน และยังมีภาษีสรรพสามิตที่ก่อนรัฐบาลชุดนี้เข้ามา ไม่มีการเก็บเลย แต่เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาได้ย้อนเก็บในอัตราเท่าเดิมและยังบวกเพิ่มเข้าไปอีก มันเป็นจุดที่เห็นชัดเจนว่าเราได้เก็บเงินเข้ากองทุนฯเพื่อใช้ในการณ์นี้พอสมควร
ต่อข้อถามว่าช่วงเวลาที่วางกรอบใช้มาตรการนี้ไปถึงเดือน ก.พ. 2554 คือช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการประเมินสถานการณ์ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใช่ เพราะเป็นช่วงที่หมดฤดูหนาว ซึ่งเราจะดูสถานการณ์ว่าเมื่อหมดฤดูหนาวแล้ว ราคาของน้ำมันดิบมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ควรที่จะใช้กลไกไหน หรือไม่ อย่างไร
เมื่อถามว่าเดิมมีการเก็บภาษีสรรพสามิต 3 บาทต่อลิตร แต่ตอนนี้ปรับเป็น 5 บาทต่อลิตรนั้น จะสามารถลดระดับลงมาได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นี่จึงเป็นสิ่งที่ตนบอกว่าที่จริงเหมือนกับเราเก็บเงินลิตรละ 2 บาท ไว้เป็นตัวที่เราสามารถนำมาใช้ได้ แต่ในเบื้องต้นถ้าเทียบกันว่าควรใช้กลไกใดก่อน ก็ควรใช้กองทุนน้ำมันก่อน เพราะภาษีไม่ควรเป็นสิ่งที่มีการปรับขึ้น-ลงบ่อย ๆ
ซีพีเอฟเตรียมใช้พลังงานแสงอาทิตย์
นายศุภชัย อังศุภากร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ล่าสุด ได้วางแผนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาต้มน้ำร้อนทดแทนการใช้น้ำมันเตาในการผลิตน้ำร้อนเพื่อป้อนเข้าหม้อไอน้ำ “โครงการระบบผลิตน้ำร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสาน” ด้วยการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 195 แผง บนเนื้อที่ 882 ตร.ม. โดยจะเริ่มต้นโครงการนำร่องที่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่มีนบุรีเป็นแห่งแรก
“โครงการนี้จะเกิดขึ้นภายในต้นปี 2554 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานภายในโรงงานได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1.6 ล้านบาท และยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้อีกปีละ 280 ตัน ซึ่งถือเป็นอีกโครงการหนึ่งในการช่วยลดภาวะโลกร้อนที่ซีพีเอฟให้ความสำคัญเสมอมา”
ซีพีเอฟมีนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ ซึ่งจะมีการติดตามผลและนำไปปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำของโรงงานแปรรูปเนื้อไก่มีนบุรีที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ก็พบว่าสามารถลดเหตุรำคาญเรื่องกลิ่นและก่อให้เกิดพลังงานทดแทนสำหรับใช้ภายในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2553 ที่ผ่านมาโครงการนี้ทำให้โรงงานลดการใช้น้ำมันเตาในกระบวนการผลิตได้มากถึง 366,000 ลิตรต่อปี หรือ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงปีละ 6.6 ล้านบาท ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม นับว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 15,000 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่า 88 ไร่
สำหรับระบบบำบัดน้ำนี้จะมีการปิดด้านบนของบ่อบำบัดด้วยผ้าใบ PVC อย่างมิดชิด ภายในบ่อออกแบบให้มีกำแพงบังคับทิศทางการไหลของน้ำ (Anaerobic Baffle Reactor : ABR) ด้วยลักษณะการไหลขึ้น-ลงภายในบ่อ ทำให้เกิดการสัมผัสระหว่างน้ำกับเชื้อจุลินทรีย์อย่างเต็มที่ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์กลายเป็นก๊าซชีวภาพ โดยระบบสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 6,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นการผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงสุดถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยกักเก็บกลิ่นไม่ให้รบกวนชุมชนได้เป็นอย่างดีแล้ว โรงงานยังสามารถนำก๊าซดังกล่าวไปใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันเตา ขณะเดียวกันน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วก็ยังมีคุณภาพของน้ำที่จะปล่อยลงสู่ลำรางสาธารณะเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด ซึ่งโรงงานได้นำน้ำที่ผ่านการบำบัดส่วนหนึ่งกลับมาใช้ภายในโรงงานเพื่อรดต้นไม้ที่อยู่รายรอบโรงงานด้วย



