
มาร์คเมินอบต.ชุมนุมบี้ขึ้นเงินเดือน
"อภิสิทธิ์" เมินอบต.ชุมนุมบี้ขึ้นเงินเดือน ยันไม่มีผล ถ้าจะขึ้นก็ขึ้น ถ้าไม่ขึ้นก็คือไม่ขึ้น เผย "กรณ์" รายงานเย็นนี้ และวันอังคารหน้าได้ข้อยุติ ลั่น ขอทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 17 ธ.ค.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางสมาคม อบต.แห่งประเทศไทยนัดเดินทางมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันเรียกร้องรัฐบาลให้ปรับเพิ่มเงินเดือน อบต. ตามสิทธิที่พึงได้รับ พร้อมประกาศขึ้นป้ายประท้วงหน้า อบต. 6,000 แห่งทั่วประเทศ ต่อต้าน นายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ว่า กำลังให้ทางกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทยไปดูอยู่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็จะรายงานให้ตนทราบเย็นนี้
เมื่อถามว่าแรงกดดันโดยใช้วิธีการชุมนุมเช่นนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่มีผลหรอกครับ อย่าชุมนุมเลยครับ คือเรื่องนี้ถ้าจะได้ก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ เพราะเราดูตามความเป็นจริง”
เมื่อถามว่ากลัวหรือไม่ที่สมาคม อบต.ขู่ว่าสิ่งที่ดำเนินการเคลื่อนไหวจะส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีหน้าที่ทำในสิ่งที่คิดว่าเหมาะสม ขณะนี้ก็ยังไม่ได้บอกว่ามันจะเป็นอย่างไร เพียงแต่เราต้องการให้เกิดความรอบคอบ เราจึงต้องไปดูว่าการขึ้นเงินเดือนแล้วมีผลกระทบต่องบการพัฒนาหรือไม่ เรื่องนี้ก็ต้องทำความเข้าใจระหว่างกัน
“ที่มาบอกว่าทำไมทีส.ส.ขึ้นเงินเดือน ผมก็บอกแล้วว่า ส.ส.ชุดนี้ไม่ได้ขึ้น และ อบต.คนอื่นๆเขาขึ้นเงินเดือนในเดือนเมษายน แต่ถ้ากระทรวงการคลังไปดูมาแล้วตัวเลขเป็นอย่างไรและรายงานมาก็จะมาพิจารณาไปตามความเหมาะสม” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่ามีการเปรียบเทียบเชิงค่าครองชีพว่า ส.ส.เงินเดือนเป็นแสนบาทยังได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือน ขณะที่ อบต.เงินเดือนเพียง 8 พันกว่าบาท นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจริงบัญชีเงินเดือนต่างๆก็จะมีการยึดโยงกันอยู่ ซึ่งมีหลายกลุ่มที่ต้องดูให้เกิดความรอบคอบ ประเด็นคือรัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องของการกระจายอำนาจอยู่แล้ว เราก็จะดูตามความเหมาะสมตนคิดว่ามันไม่ควรเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งโดยหลักแล้วเราก็พยายามขึ้นเงินให้กับบุคลากรภาครัฐอยู่แล้ว และเราต้องพยายามไม่ทำให้เป็นประเด็นการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลไม่กลัวเสียคะแนนเสียงหรือที่ยังต้านการขึ้นเงินเดือนให้ อบต. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในวันอังคารที่ 21 ธันวาคมนี้ทุกอย่างจะได้ข้อยุติ เมื่อถามว่าเจ้ากระทรวงมหาดไทยจะช่วยดูแลให้อย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันเดียวกันนี้ รมว.คลัง จะสรุปมาให้ตนทราบว่าเมื่อคุยกับทางกระทรวงมหาดไทยแล้วผลเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยังต้องพิจารณาวันนี้คือการขึ้นจะต้องไม่กระทบงบที่จะไปพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเราต้องดูถึงความเหมาะสม
เมื่อถามถึงขอขึ้นเงินของกลุ่ม ส.ก. ส.ข. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สก.และสข.นั้นขอขึ้นมานานแล้ว ครม.ก็ส่งเรื่องกลับไปเพราะต้องการให้มีการดูทั้งระบบ ซึ่งการที่จะขึ้นหรือไม่ขึ้นกระทรวงมหาดไทยก็กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ส่วนที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเป็นเพราะที่ครม.มีมติขึ้นเงินให้กับส.ส.และ ส.ว.แต่ไม่ยอมขึ้นให้กับองค์กรอื่นทำให้เกิดความไม่พอใจกันนั้น คงไม่ใช่ ในอดีต ส.ส.และส.ว.ก็จะโยงกับบัญชีข้าราชการพลเรือน
“การวิจารณ์ก็พูดกันไปแบบบางทีที่ไม่ได้ดูข้อเท็จจริง สภาพความเป็นจริงคือการที่ขึ้นเงินเดือนทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่เราผ่านมาตั้งแต่การพิจารณางบประมาณโดยมีการเตรียมงบประมาณไว้ และกำลังไม่พอที่จะขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม เราจึงกำหนดให้ไปขึ้นในเดือนเมษายนปีหน้า ก็จะมีประเด็นของ ส.ส. และส.ว.ความจริงฝ่ายค้านก็ร่วมในกรรมาธิการซึ่งมีการเรียกร้องอีกหลายเรื่อง รัฐบาลก็เห็นว่ายังต้องไปพิจารณาเพิ่มเติม ผมว่าก็พูดกันไปเรื่อย อย่างเรื่องน้ำมันก็พูดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่คำนึงถึงวินัยหรือเปล่า ก็ต้องย้ำว่าในอดีตเคยปล่อยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนไปเกือบแสนล้าน รัฐบาลนี้เข้ามากองทุนน้ำมันติดลบ เราก็ขอว่าช่วงที่ราคาน้ำมันต่ำเราเก็บเงินเข้ากองทุนจนมีเกือบประมาณ 3 หมื่นล้านก็เพื่อเอามาใช้ในจังหวะปัจจุบันเป็นการช่วยประชาชน ถือเป็นการบริหารที่ดูภาพรวมมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ก็มีการไปเขียนถึงมาตรการหลายอย่างว่ารัฐบาลแจกกันเยอะแยะไปหมด การปฏิรูปที่จะมีการปิดห้องปฏิบัติการในเย็นวันนี้ (17 ธ.ค.)ก็แทบไม่ได้ใช้งบประมาณเลย เป็นมาตรการที่เราพยายามสร้างความเป็นธรรมในสังคมโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ ขอร้องให้ดูตามความเป็นจริงด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีการวิจารณ์ว่ารัฐบาลใช้งบกลางมาเกี่ยวข้องกับเงินเดือนซึ่งถือว่ากระทบต่อฐานะการเงินการคลังประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เป็นเช่นนั้น แต่อยู่ในกรอบที่เราทำงบประมาณมาตั้งแต่ต้นไม่ได้มีออกมาเพิ่ม งบกลางตอนนี้เราระมัดระวังมากเพราะรู้ว่าเราต้องใช้กับการฟื้นฟูจากปัญหาน้ำท่วม
เมื่อถามถึงกรณีที่นางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.เรียกร้องให้ประชาชนร้องต่อศาลปกครองเพราะเชื่อว่าจะกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง เพราะมีการจัดงบกลางหมื่นกว่าล้านบาทมาใช่เป็นงบเงินเดือน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่ เรื่องนี้อยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณตั้งแต่ต้น และตอนที่ผ่านสภาก็มีการชี้แจงแล้ว ไม่มีการดึงส่วนอื่นมาเพิ่มเติม ทั้งนี้ ในส่วนของงบกลางมีหลายส่วน งบกลางที่ไม่ดึงมาคือเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน แต่เงินเดือนนั้นเราแยกต่างหากจึงกำหนดให้จ่ายในวันที่ 1 เมษายน เพราะมีการคำนวนงบประมาณแล้วอยู่ในจุดที่สามารถใส่ไว้ในปีงบประมาณปี 2554 ได้ ทุกอย่างปรากฏอยู่ในพ.ร.บ.งบประมาณตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำตอนนี้ ซึ่งมันอยู่ในหมวดเงินเดือนของงบกลาง แต่ไม่ใช่งบกลางจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท สำหรับการสำรองจ่าย และคิดว่าจะไม่มีปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูทั้งหมดแล้ว
“เป็นการขึ้นตามปกติและเป็นเจตนารมย์ของกฎหมายข้าราชการพลเรือนใหม่ว่าเวลาขึ้นเงินเดือนปรับตามค่าครองชีพ ก็ไม่ได้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2550 ก็ให้ขึ้น 5% ก็เป็นไปตามอัตโนมัติว่าขึ้นทั้งหมดอย่างไรในจุดที่ยึดโยงกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว



