ข่าว

อำนาจไม่ใช่พลัง

อำนาจไม่ใช่พลัง

17 ธ.ค. 2553

คงจะมีบางกลุ่มบางคนเข้าใจว่าเมื่อมีอำนาจแล้วคงจะมีพลังมากมายในการกำหนดทิศทางการทำงานของตนเอง คงไม่ผิดอะไรมากนักเพราะเราเคยชินกับระบบการทำงานบางอย่าง เช่นในแต่ละตำแหน่งจะมีอำนาจตามกรอบความรับผิดชอบที่กำหนดไว้เพื่อบริหารจัดการกับเนื้อหาและบริบทของงาน

 อาจจะเหมือนกันหรือต่างกันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร ในบางครั้งบุคคลที่ไม่อยู่ในระบบหรือองค์กรนั้นๆ อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เว้นแต่ว่าต้องศึกษาและต้องแสวงหาข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์ให้ชัดเจน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและวิชาการที่เหมาะสม

 โดยทั่วไปที่สามารถเห็นชัดเจนมากที่สุดคือระบบราชการเป็นหนึ่งระบบที่จะทำงานตามแนวดิ่ง หรือหลายคนจะกล่าวว่าเป็นการบริหารรูปทรงพีระมิดกล่าวคือมีฐานที่ใหญ่และกว้าง และค่อยๆ เล็กลง เล็กลงโดยมียอดสูงสุดคือเม็ดทรายเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น หรือมีหัวหน้าที่มีอำนาจเพียงคนเดียวในองค์กรนั้นๆ ถึงแม้จะเข้าใจได้ว่ากระบวนการประชาธิปไตยที่กล่าวว่าทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันก็ตาม แต่ในความเป็นองค์กรจำเป็นต้องใช้การบริหารเช่นนี้ นอกเสียจากจะใช้กระบวนการนี้ในการทำงานผ่านคณะทำงานหลายคนหลายฝ่าย ผ่านการประชุมปรึกษาหารือ ผ่านการกลั่นกรองอย่างเป็นระบบ ก่อนที่หัวหน้าผู้มีอำนาจสูงสุดในองค์กรจะตัดสินใจสั่งการเท่านั้น

 ในหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ยังมีรูปแบบการบริหารโดยมอบอำนาจให้บุคคลเพียงผู้เดียวมีอำนาจสูงสุด จึงมีประเด็นบางอย่างบางประการที่มีการพูดเป็นประจำในองค์กรต่างๆ เช่น...เจ้านายเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ฟังผู้ร่วมงานเลย... เจ้านายคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า...สามารถจะบันดาลอะไรก็ได้ คนอื่นคือกลไกที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อแม้เท่านั้น...ในบางองค์กรเปรียบเปรยว่าตอนนี้ท่านเข้าสู่ตำแหน่งที่จะเป็นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนจะก้าวไปตำแหน่งที่ใหญ่บนยอดพีระมิดอีกไม่กี่เวลาข้างหน้า ท่านเลยไม่อยากให้คนที่คิดต่างกันกับท่านมามีข้อเสนออะไรที่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านชื่นชมและคิดเองมาก่อน ยิ่งปัจจุบันท่านยังใกล้ชิดกับนายใหญ่ โอกาสที่ท่านจะไปสู่เป็นหนึ่งเม็ดทรายบนยอดพีระมิดมันเพียงเอื้อมมือถึง...คำพูดบ่นเช่นนี้คงจะมีอีกมากมาย พรรณนากันไม่หวาดไม่ไหว

 ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้เพียงเพื่ออยากจะฝากข้อคิดบางอย่างบางประการให้กับท่านทั้งหลายที่มีอำนาจในการบริหารประเทศในระดับต่างๆ ในขณะนี้ที่ผู้นำบางท่านพูดว่า ปัญหาที่มีมานานและหมักหมมจนเน่าเหม็นขณะนี้ จำเป็นต้องใช้เวลา ความอดทน ความเก่งกล้าสามารถและความตั้งใจที่มีต่อประชาชนพลเมืองไทยอย่างบริสุทธิ์ค่อนข้างมาก...ก็เป็นวาทกรรมโวหารที่น่าฟังและน่าเชื่อถืออยู่ หากความจริงที่ปรากฏเป็นเพียงบทละครน้ำเน่าตามสภาหรืองานการเมืองในเกือบทุกระดับที่กำลังแสดงอยู่เพื่อหลอกลวงตัวเอง หลอกลวงพลเมืองไทยและหลอกลวงประเทศชาติมาอย่างยาวนาน

 หากแต่เพียงเรื่องราวที่ปรากฏเกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ทำให้ผู้มีอำนาจบางคนเข้าใจตัวเองผิดไปในหลายขณะ ว่าความสำคัญของปัญหาต่างๆ ที่มะรุมมะตุ้มอยู่ในสังคมไทย ลำพังรัฐบาลและกลไกรัฐที่มีมากมายมหาศาลขณะนี้ไม่เพียงพอที่จะแก้ได้สำเร็จหรอก ต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชนยังเป็นวาทกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมอะไรบางอย่างของบางองค์กร ของบางคนเท่านั้น

 ในความเป็นจริงแทบจะหาความจริงได้ยากเต็มที ดูเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สัญญาณแห่งการพูดคุยหาทางออกร่วมกันกับทุกฝ่ายทุกตัวละครเป็นเพียงเรื่องของความเป็นอัตตาและความมีอคติของบางคนบางพวกที่คิดยึดมั่นเพียงว่า “ปัญหาภาคใต้ฉันเท่านั้นที่รู้ดี คนของพวกฉันเท่านั้นที่ทำได้และทำถูก” การไม่ยอมเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมาร่วมหาทางออก จะไม่มีความหมายเป็นอย่างอื่นนอกจากการไม่ยอมรับว่าประชาชนพลเมืองไทยว่ามีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่เอื้อประโยชน์แก่ประเทศชาติได้มากมายมหาศาลนอกจากตนเองเท่านั้น หรือคิดว่ามีอำนาจแล้วจะมีพลัง ? คงลืมไปว่า...พลังมหาศาลหาใช่จะต้องมีอำนาจในระบบอะไรมากมายเลย มันสามารถทำอะไรๆ ได้ไม่แพ้คนมีอำนาจก็มีให้เห็นเยอะแยะ คิดแต่อยากมีอำนาจแต่ไม่คำนึงถึงพลังที่จะผลักดันความสำเร็จอย่างแท้จริง เป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ ปัญหาภาคใต้มันถึงเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
[email protected]