
ขึ้นเงินเดือน ส.ส.
มีของสองอย่างในเมืองไทยที่ ขึ้น เมื่อไร คนไทยเป็น ของขึ้น ขึ้นมาทันที อย่างแรกคือราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และอย่างที่สองคือเงินเดือน ส.ส.-ส.ว. สำหรับราคาน้ำมันนั้น หลังจากใช้กลไกการตลาดปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัว ก็ทำให้หมดปัญหาไปได้ เหลือแต่เงินเดือน ส.ส.-
ปัญหาของการขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว.นั้น กล่าวตามจริง ไม่ใช่สิ่งที่กระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนโดยตรงเมื่อเทียบกับการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสมัยก่อน และก็แทบจะไม่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินการคลังของประเทศโดยรวม แต่กลับเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งนี้ก็เกิดจากภาพลักษณ์ของ ส.ส.-ส.ว.ส่วนใหญ่ในสายตาของประชาชนนั้น ขาดการทำงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือทำงานไม่คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ ในขณะที่ข้าราชการและผู้ใช้แรงงานยังได้รับเงินเดือนและค่าจ้างที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังคงอดยากขาดแคลน
การอ้างว่าการขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว.เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราค่าครองชีพในปัจจุบันนั้น เป็นคำพูดที่ค่อยข้างจะขัดหูประชาชน เพราะปัญหาค่าครองชีพมีผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศหาใช่เฉพาะแต่ ส.ส.-ส.ว.เท่านั้น และหากขึ้นเงินเดือนให้ ส.ส.-ส.ว. ได้มากมายขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ขึ้นเงินเดือนและค่าจ้างให้ข้าราชการและลูกจ้างอย่างเป็นกอบเป็นกำบ้าง ส่วนการที่มีบางเสียงอ้างว่าการขึ้นเงินเดือน จะเป็นการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นนั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าเป็นที่ยอมรับว่าการคอรัปชั่นได้กลายเป็นเรื่องที่ชอบธรรมในการหารายได้เพิ่มของข้าราชการการเมือง และจะมีใครสามารถรับประกันได้ว่าเมื่อขึ้นเงินเดือนแล้ว การคอรัปชั่นดังกล่าวจะหมดไป ที่สำคัญก็คือ บ้านนี้เมืองนี้จะมีกฎหมายและหน่วยงานกำจัดคอรัปชั่นไว้เพื่ออะไร หากปล่อยให้คนที่โกงกินบ้านเมืองเชิดหน้าชูคออยู่ในสภาหรือในรัฐบาล
ยิ่งที่ว่าการขึ้นเงินเดือน จะเป็นกำลังใจให้ ส.ส.-ส.ว.ทำงานเพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ชวนหัว เพราะไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเอาเงินเดือนมาเป็นตัวกำหนดปริมาณงานได้อย่างไร และสำหรับคนที่ทำงานเท่าเดิมหรือน้อยลงกว่าเดิม จะมีการลดเงินเดือนลงด้วยหรือไม่
ไม่ว่าการขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว.ครั้งนี้ จะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่หลายคนก็ลงความเห็นว่าเป็นแผนการสร้างคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ในหมู่ ส.ส. ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน เพื่อปูทางสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปสมัยหน้า ตามนโยบาย ลด-แลก-แจก-แถม ที่พรรคประชาธิปัตย์ถนัด
และบางทีนี่อาจเป็นผลงานชิ้นโบแดงของนายกรัฐมนตรี ในการสร้างความสมานฉันท์กับ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยอย่างได้ผลเต็มร้อย



