
ประชานิยมกับระเบิดการเมือง
คนไทยส่วนใหญ่ต่างยิ้มกันถ้วนหน้าเมื่อรัฐบาลมีข่าวดีมาบอกหลังเครียดกับภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่สุดมานานนับเดือน ชาวนาต่างได้ปลื้มที่รัฐให้สัญญาจะประกันราคาข้าวต่อไป ด้านแรงงานนอกระบบเศรษฐกิจก็ได้รับสัญญาจากรัฐว่าจะได้รับความช่วยเหลือเหมือนเช่นแรงงานในระบบ ขณะท
ประชานิยมที่รัฐหยิบยื่นให้นี้ยังคลุมไปถึงการเตรียมขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ 5 เปอร์เซ็นต์ และอานิสงส์นี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงส.ส. และ ส.ว.ด้วย แต่ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาหลายประการด้วยกันว่า เหตุใดจึงต้องขึ้นเงินเดือนให้แก่ส.ส.และส.ว. ถึงคนละ 14.3-14.7% มากกว่าข้าราชการ มนุษย์เงินเดือนและแรงงานภาคต่างๆ ซึ่งเท่ากับยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำในสังคม มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการวิจัย การพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอได้เผยผลภาพรวมของตลาดแรงงานในประเทศเมื่อปี 2552 ปรากฏว่าอาชีพที่มีรายได้สูงสุดได้แก่ ผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการระดับอาวุโส และผู้จัดการ ที่อยู่ในส่วนของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ โดยมีรายได้เฉลี่ย 53,633 บาทต่อเดือน เทียบกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไปจะอยู่ที่ 41,820 ล้านบาท
คำถามจึงอยู่ที่ว่าทั้งๆ ที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีเงินเดือนสูงมากที่สุด อีกทั้งยังมีสวัสดิการอีกมากมาย เหตุใดการขึ้นเงินเดือนให้ส.ส.และส.ว.จึงมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ อีกเล่า ในเมื่อเห็นกันอยู่ว่านักการเมืองเหล่านี้ไม่ได้ทำงานสมกับหน้าที่อันทรงเกียรติแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมีแต่ทำให้สภามีแต่เสื่อมเสีย เมื่อร่วมกันสร้างสถิติวอล์กเอาท์จนทำสภาล่มหลายครั้ง ไม่นับรวมไปถึงพฤติกรรมที่ทั้งเถื่อนทั้งถ่อย ด่าทอกันโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้แก่เยาวชนของประเทศ
เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์แล้ว เหตุผลการขึ้นเงินเดือนให้ส.ส.และส.ว.ของไทยถือว่าไร้น้ำหนักแทบจะสิ้นเชิง สิงคโปร์นั้นประกาศชัดถึงเหตุผลที่ต้องตั้งเงินเดือนสูงๆ ให้แก่ผู้บริหารประเทศตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ให้สูงกว่าเงินเดือนของผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนดีมีฝีมือหนีไปทำงานกับภาคเอกชน อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีคนใดคิดทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งถ้าใครยังขืนทุจริตหรือใช้อำนาจในทางมิชอบก็จะต้องรับโทษหนัก
แม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีเจตนาดีต้องการกระจายประชานิยมไปให้ถึงทุกภาคส่วน แต่ก็ควรทบทวนใหม่อีกครั้งในส่วนของการขึ้นเงินเดือนให้แก่ส.ส.และส.ว.ซึ่งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง เป็นที่ยอมรับของทุกคน และสมควรพิจารณาจากเนื้องานของนักการเมืองเหล่านั้นมากกว่า



