ข่าว

สุขุมพันธุ์เห็นใจส.ข.เงินเดือนแค่หมื่น

สุขุมพันธุ์เห็นใจส.ข.เงินเดือนแค่หมื่น

16 ธ.ค. 2553

“สุขุมพันธุ์”เห็นใจส.ข. เงินเดือน 1 หมื่น สมควรได้ขึ้นเงินเดือน ไม่ตอบส.ก.ขอขึ้นด้วย "อดีตขรก.สำนักงบฯ" แฉ "รัฐบาล" เฉือนงบลงทุนปท. ไปจ่ายนักการเมือง ทำลายวินัยการเงิน ไม่มีชาติไหนในโลกทำกัน

(16ธ.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงการขอขึ้นเงินตอบแทนและเงินประจำตำแหน่ง ของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการขอปรับขึ้นเงินเดือน ส.ก.-ส.ข.มาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ไม่ได้ปรับขึ้น

 ครั้งนี้ตนได้หารือกับนายสุทธิชัย  วีรกุลสุนทร  ประธานสภากทม. แล้ว และเห็นว่าไม่ได้มีการปรับขึ้นมา 16-17 ปี โดยเฉพาะเงินเดือนของ ส.ข.ที่สมควรได้ปรับขึ้นมากที่สุด เพราะได้รับเพียงเดือนละ 10,000 บาทเท่านั้นซึ่งน่าสงสารมาก ดังนั้นส.ก.จึงเสนอไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้นำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบอีกครั้ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วส.ก.มีความเหมาะสมที่จะขึ้นเงินเดือนด้วยหรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้มีงบประมาณไปแขวนไว้ตามเขตต่าง ๆ อยู่แล้ว ผู้ว่าฯ กทม. ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่ยิ้มให้ผู้สื่อข่าวเท่านั้น

"อดีตขรก.สำนักงบฯแฉ"รบ."เฉือนงบลงทุน

  น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า การที่ตนประกาศที่จะไม่รับเงินส่วนต่างที่จะขึ้นให้รอบนี้ไม่ได้ทำตามคำท้าทายของคนในรัฐบาลที่บอกว่าหากไม่เห็นด้วยก็ให้ทำหนังสือแสดงเจตจำนงว่าจะไม่รับเงิน จริงๆแล้วเงินเดือนนั้นใครๆก็อยากขึ้น แต่ตนเห็นว่าการใช้งบกลาง 1.3 หมื่นล้านมาขึ้นเงินเดือนครั้งนี้จะกระทบต่อสถานะการคลังในระยะยาว เป็นการเสียวินัยการคลังที่ร้ายแรง ที่สำคัญในเมื่อผลการสำรวจความเห็นของประชาชนซึ่งเป็นนายของนักการเมืองไม่อนุญาต ส.ส.และส.ว.ก็ไม่ควรจะรับ ที่ผ่านมาเวลาเลือกตั้งอ้างว่าเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ แต่เมื่อประชาชนไม่เห็นด้วยเห็นเสียงเหล่านี้เป็นเสียงนรกไม่ยอมฟังหรือ   หรือคิดว่ามีอำนาจตามกฎหมายไม่สนใจว่าใครจะคัดค้านอย่างไร แบบนี้มีลักษณะไม่ต่างกับเผด็จการรัฐสภา

 น.ส.รสนา กล่าวด้วยว่า การใช้งบกลางซึ่งปกติจะนำไปใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุภัยพิบัติ นำมาขึ้นเงินเดือนให้ส.ส.และส.ว.นั้นไม่ใช้วัตถุประสงค์ในการตั้งงบกลาง ทำให้เกิดความเสียหาย แม้รัฐธรรมนูญม.167 กำหนดให้ต้องออกกฎหมายเพื่อให้กำหนดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินไม่กระทบต่อสถานะการเงินการคลังของประเทศ แต่นักการเมืองก็ไม่ออกกฎหมายลูกมาบังคับใช้ รัฐบาลจึงใช้จ่ายเงินโดยไม่สนใจกรอบวินัยการเงิน โดยเฉพาะการออกพระราชกฤษฎีกาขึ้นเงินเดือนส.ส.และส.ว. ซึ่งออกโดยครม.ไม่ผ่านการตรวจสอบของสภา เป็นการรวบอำนาจเข้ามารวมศูนย์อยู่ที่ฝ่ายบริหาร ควรจะออกเป็นพ.ร.บ.มากกว่า

 “ประชาชนผู้เสียภาษีควรจะรวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง ว่ารัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกพ.ร.ฎ.ขึ้นเงินเดือนทำให้เกิดความเสียหาย จะชนะหรือแพ้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยได้แสดงมติของประชาชนว่าไม่เห็นด้วยที่นักการเมืองใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชนแบบนี้ ให้นักการเมืองได้สำนึก รัฐบาลนี้ใช้จ่ายเงินโดยไม่สนใจสถานะการเงินระยะยาว สร้างอภิมหาประชานิยม แจกเงินให้กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ขึ้นเงินเดือนส.ส.ส.ว.โดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะหาเงินมาจากไหน เพื่อทำให้เกิดความสมดุลของงบประมาณ จึงทำให้เราต้องกู้เงินมากขึ้น เป็นการผลักประชาชนให้ไปตายเอาดาบหน้าแบกหนี้ในอนาคต แต่วันนี้นักการเมืองได้เงินเดือนกันถ้วนหน้า”น.ส.รสนา กล่าว

 แหล่งข่าวอดีตข้าราชการสำนักงบประมาณ เปิดเผย ว่า การที่รัฐบาลตั้งงบกลางไว้กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่ามากมหาศาลขัดต่อหลักการงบประมาณที่ดีอยู่แล้ว เพราะโอนเงินเข้ามาอยู่ในอำนาจของนายกฯ และยังมาใช้ชึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง ไม่มีประเทศไหนในโลกทำกัน มีแต่ในเมืองไทย หลายประเทศไม่มีงบกลางหรือถ้ามีก็น้อยมาก เพราะหากเกิดกรณีภัยพิบัติ ฉุกเฉิน ก็สามารถใช้เงินคงคลังในส่วนของทุนสำรองจ่ายได้ทันทีแล้วค่อยตั้งงบกลับมาชดเชย ซึ่งต้องชี้แจงต่อรัฐสภา ทำให้การใช้เกิดความโปร่งใส แต่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาทำให้วินัยการเงินเสียหายเพราะใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกพ.ร.ฎ.ใช้จ่ายเงินเอง นอกจากขึ้นเงินเดือนส.ส.ส.ว.แล้วยังมีการออกพ.ร.ฎ.ตั้งองค์การมหาชนเพื่อให้คนของพวกตัวเองเข้าไปนั่งรับเงินคนละหลายแสนบาทเป็นการตอบแทนที่เคยรับใช้ฝ่ายการเมืองสมัยที่ยังรับราชการ

 แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า การที่รัฐบาลว่ามีเงินมากจึงสามารถขึ้นเงินเดือนส.ส.และส.ว.ได้นั้นไม่เป็นความจริงเพราะเงินที่นำมาจ่ายนั้นก็ถูกดึงมาจากงบลงทุนซึ่งเป็นงบที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างศักยภาพการแช่งขันของประเทศ ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามางบลงทุนมี 20 % วันนี้เหลือแค่ 16 % ทั้งที่งบลงทุนควรจะมีประมาณ 25% ฉะนั้นรัฐบาลจะอ้างว่าประเทศมีเงินมากพอได้อย่างไร รัฐบาลอาจจะอ้างว่าถ้าไม่มีเงินลงทุนก็ชวนภาคเอกชนมาลงทุนแต่อย่าลืมว่าเมื่อเอกชนเข้ามาลงทุนก็จะหวังหากำไรสูงสุดจากประชาชนไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะเหมือนการลงทุนของรัฐบาล การปฎิรูปประเทศจะทำได้ก็ต้องปฏิรูประบบการใช้จ่ายของรัฐบาลไม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือนักการเมืองเหมือนในปัจจุบัน