ข่าว

มอบปานศิริสอบคลิปวิ."โจ๊กไผ่เขียว"

มอบปานศิริสอบคลิปวิ."โจ๊กไผ่เขียว"

16 ธ.ค. 2553

ผบ.ตร.ระบุให้ ”ปานศิริ” สอบคลิปวิสามัญ"โจ๊ก ไผ่เขียว"ให้เร็วที่สุด เบื้องต้นดูตัดต่อหรือไม่ "อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ"ชี้"จิ๊บ ไผ่เขียว"ต้องถูกดำเนินคดีฟอกเงินด้วย

(16ธ.ค.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคลิปวิสามัญนายชาญชัย ประสงค์ศิล หรือโจ๊ก ไผ่เขียวว่า ตนเองได้มอบหมายให้พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัติ รองผบ.ตร. ที่ดูแลภาค 1และ 2 เป็นคนตรวจสอบเรื่องนี้ โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าให้สอบเสร็จภายในกี่วัน แต่ให้รายงานผลให้เร็วที่สุด และในเบื้องต้นก็ให้ตรวจสอบว่าคลิปดังกล่าวมีการตัดต่อ ตกแต่งหรือไม่อย่างไร

 “ตนเองเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งใจทำงานเพราะคนร้ายเริ่มใช้ความรุนแรงตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะคดียาเสพติด เห็นได้จากเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่ถูกแก๊งค้ายายิงถล่มจนได้รับบาดเจ็บเมื่อคืนนี้ หลังจากนี้ตนเองจะกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ทุกฝ่ายเพิ่มความระมัดระวังในการทำงานโดยเฉพาะในการทำงานจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด”ผบ.ตร.กล่าว

ชี้"จิ๊บ ไผ่เขียว"ต้องถูกดำเนินคดีฟอกเงินด้วย 

 นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เปิดเผยว่า นอกจากคดีฆ่าน้องโตมี่แล้ว  นายนพพล ประสงค์ศิล หรือจิ๊บ ไผ่เขียว ยังต้องถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงิน  ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่อายัดจากการค้ายาเสพติดอีกด้วย โดยเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)สอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งเงินสด รถยนต์ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ยึดได้ทั้งหมด แล้วสรุปสำนวนมาให้อัยการพิจารณาฟ้องเป็นคดีฟอกเงินเพื่อให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินที่น่าจะได้มาจากการกระทำความผิดให้ตกเป็นของแผ่นดิน

 นายธนพิชญ์ กล่าวอีกว่า คดีนี้จะแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนที่เกี่ยวกับคดีอาญา เรื่องยาเสพติดส่วนหนึ่ง กับคดีฟอกเงิน ซึ่งจะต้องแยกสำนวนพิจารณา หากสำนวนมาถึง อัยการจะพิจารณาและจะยื่นฟ้องคดีอาญาก่อนเพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสืบ เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ก็จะนำพยานหลักฐานเดียวกันไปนำสืบในคดีฟอกเงิน ที่ผ่านมาอัยการสามารถฟ้องและยึดเงินจากกลุ่มนักค้ายาเสพติดให้ตกเป็นของแผ่นดินจำนวนมาก แม้คดีนี้เหตุเกิดที่ จ.พระนครอยุธยา แต่สำนวนก็ต้องส่งมาถึงอัยการ ซึ่งอัยการจะพิจารณาคดีอย่างรอบครอบ และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

"ป.ป.ส.- ราชทัณฑ์"ยอมรับปัญหายาเสพติดรุนแรง

 นางสุรีย์ประภา ตรัยเวช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ยอมรับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดค่อนข้างรุนแรง โดยปัจจัยภายนอกที่มีการส่งยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอย่างมีการส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัจจัยภายในจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย จึงทำให้ประชาชนถูกชักจูงไปสู่วงการค้ายาเสพติดมากขึ้น ทั้งนี้แม้วว่าที่ผ่านมาปปส.จะมียทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันซึ่งกำหนดจุดเป้าหมายไว้ 4 พื้นที่แรก ได้แก่

 1 .จังหวัดในเขตชายแดน เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน   ที่จะต้องเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด   2 .พื้นที่กทม.ซึ่งพบว่า ร้อยละ 30 ของปัญหายาเสพติดเกิดในพื้นที่กรุงเทพ 3.   พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 .   พื้นที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษอีก 175 อำเภอเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงเขตชุมชนไผ่เขียว จ.พระนครศรีอยุธยาและชุมชนท่าอิฐ จ.นนทบุรี รวมทั้งชุมชนย่านบางบัวทอง โดย ปัจจุบันพื้นที่ย่านบางบัวทองมีการปลูกหมู่บ้านจัดสรรเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ซื้อไม่ได้พักอาศัยเองปล่อยให้มีการเช้าใช้ประโยชน์ เป็นช่องทางที่ทำให้นักค้ายาเสพติดมาเช้าเพื่อนำไปเป็นแหล่งพักยาเพื่อเตรียมส่งต่อไปยังเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑล”นางสุรีย์ประภากล่าว

 นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1,000-2,000 คน หรือประมาณ 59 % และมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ต้องขังในคดีนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเรือนจำทั่วประเทศที่สามารถรองรับนักโทษได้เพียง 140,000 คน แต่ยอดปัจจุบันมีต้องขังจำนวน 210,000 คน   จึงส่งผลกระทบทำให้เรือนจำมีความแออัดและมีปัญหาในด้านการควบคุมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังที่ตามกฎหมายฟื้นฟูผู้ติดยา สำหรับกรณีที่ในเรือนจำมีนักโทษที่เป็นเครือข่ายรายใหญ่และสำคัญทางเรือนจำจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบเข้มข้นทั้งการจู่โจมตรวจค้น และการใช้ระบบกล้องวงจรปิด หรือการใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อป้องกัน