ข่าว

 วิชาการสมัยใหม่

วิชาการสมัยใหม่

16 ธ.ค. 2553

ภัยธรรมชาติที่เกิดในประเทศไทยปีนี้รุนแรงและทั่วถึงทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุทกภัยหรือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาจากน้ำท่วม บ้านเกิดเมืองนอนของผมที่ จ.ชัยนาท ตอนต้นเดือนกันยายนยังได้รับคำเตือนเกี่ยวกับภัยแล้งอยู่หมาดๆ พอกลางเดือนตุลาคมเกิดน้ำท่วมสูงถึงสอ

 น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาท่วมขังอยู่นานราวสองเดือน ถึงวันนี้นอกจากจะยังมีคราบจากน้ำท่วมให้เห็นอยู่ตามเสาไฟฟ้าและผนังบ้านแล้ว ในที่ลุ่มบางแห่งยังคงมีน้ำขังหลงเหลืออยู่จนส่งกลิ่นเน่าเหม็น แต่ชาวบ้านทางแถบนั้นก็ยังสามารถอยู่ได้ด้วยความเคยชิน เพราะน้ำท่วมเกือบทุกปีจนแทบจะเป็นความเคยชินของชาวบ้านไปแล้ว และไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเอื้อนเอ่ยว่าน้ำท่วมเพราะอะไร ชาวบ้านเขาก็เชื่อกันฝังหัวมาจนทุกวันนี้เช่นกันว่า น้ำท่วมเพราะรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยกักน้ำเอาไว้ไม่ให้ไหลเข้ามาท่วมกรุงเทพฯ  

 วันนี้น้ำในที่ลุ่มยังมีขังอยู่มากพอที่จะมองเห็นได้ทั่วไป แต่พี่น้องชาวนาของผมในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากลับได้รับคำเตือนจากอธิบดีกรมชลประทานว่า ให้ระวังภัยแล้งในปีหน้าให้ดี และจะออกมาตรการควบคุมการทำนาปรัง บางพื้นที่จะห้ามอย่างเข้มงวด ถึงขั้นที่จะเรียกร้องให้คนในพื้นที่เกี่ยวข้อง ใช้มาตรการทางสังคมออกปรามคนที่ยังดื้อด้านทำนาปรังอยู่

 ชาวนาที่ไม่รู้จะไปเรียกร้องหาความถูกต้องต่อตัวเขาและชุมชนจากใครได้ เลยฝากผมมาถามถึงรัฐบาลและกรมชลประทานว่า ตกลงน้ำในแต่ละปีที่ท่วมซ้ำซากและท่วมนาน มันมีปริมาณมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่งผมแปลคำถามของเขาเหล่านั้นเสียใหม่ว่า ตกลงท่านๆ ทั้งหลายมีฝีไม้ลายมือเพียงพอที่จะทำหน้าที่การบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ประชาชนชาวนาและเกษตรกรทั้งหลายสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีความสุขตามสมควรหรือไม่ ถ้าไม่มีความสามารถก็ลาออกไปกันเสียให้หมด ปล่อยหน้าที่การบริหารจัดการน้ำให้ตกอยู่กับเทวดาฟ้าดินเช่นสมัยโบราณเถิด เขาจะได้ตั้งเครื่องเซ่นไหว้เทวดาฟ้าดินกันได้ถูกทิศถูกเทพ

 สมัยโบราณไม่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาทำหน้าที่คอยช่วยเหลือดูแลเกษตรกร ชาวนายุคโน้นรู้ดีว่าพื้นที่นาของตนเองเป็นนาดอนหรือนาลุ่มที่น้ำท่วมถึง เขาจึงจัดการหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่มาเพาะปลูก นาในที่ดอนมีน้ำไปถึงน้อยก็หาข้าวหนักที่ทนแล้งมาปลูก ส่วนนาในที่ลุ่มก็เอาข้าวเบาที่โตเร็ว, แก่เร็ว, เก็บเกี่ยวหนีน้ำเหนือไหลหลากได้เร็วมาปลูก

 ช่วงระยะเวลาการเก็บเกี่ยวก็จะไม่ซ้ำซ้อนกัน ทำให้สามารถหาแรงงานมาทำการหว่านไถ, ดำนา และเกี่ยวข้าวได้ง่าย ชนิดของข้าวที่ต่างพันธุ์กันก็ทำให้ผลผลิตมีออกมาต่างกันตามแต่ผู้บริโภคจะเลือก ราคาจึงไม่ถูกกดให้ต่ำลงด้วยข้อกล่าวหาว่า มีผลผลิตแบบเดียวกันออกมามากเกินไป ในช่วงระยะเวลาเดียวกันจนทำให้ล้นตลาด

 เมื่อโลกพัฒนาเจริญขึ้นมีคนไทยออกไปร่ำเรียนวิชาการยังต่างประเทศมากขึ้น มีการคิดค้นวิธีการทำนาสมัยใหม่ ด้วยการจัดรูปพื้นที่ทำนาเสียใหม่ให้ทันสมัยเหมือนต่างประเทศ ผู้ทรงความรู้ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่างพัฒนาหาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ มาให้เพาะปลูก นัยว่าสามารถให้ผลผลิตได้มากกว่าแบบเดิม ทนร้อนทนหนาวทนน้ำท่วมได้มากกว่าพันธุ์พื้นเมือง

 แต่จะมีใครที่ตอบได้ไหมว่าทำไมชาวนาที่เมืองชัยนาทบ้านผม ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นชาวนาในเขตพื้นที่อุดมสมบูรณ์ สามารถทำนาแบบโบราณดั้งเดิมได้ถึงปีละสองหนครึ่ง มีฐานะพอกินพอใช้กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ครั้งย่า พอมาถึงปัจจุบันนี้ที่โลกพัฒนามากขึ้น ญาติโกโหติกาของผมเหล่านั้นทำไมถึงสามารถปลูกข้าวได้น้อยครั้งลง มีฐานะยากจนลงจนติดอันดับต้นๆ ในฐานะจังหวัดยากจนของประเทศครับ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ