ข่าว

มิติเรื่องเมืองในการปฏิรูปประเทศ

มิติเรื่องเมืองในการปฏิรูปประเทศ

16 ธ.ค. 2553

อุตสาหกรรมการปฏิรูปประเทศกำลังเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมิใช่น้อย อย่างน้อยก็มีจัดตั้งสำนักปฏิรูปที่มีอำนาจหน้าที่และงบประมาณมหาศาล ด้วยการรองรับโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี ดังที่ได้ย้ำกันไว้หลายครั้งแล้ว ประเด็นท้าทายในภาพรวมของการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ก็คือ มิติของความเป็นตัวแทน (representativeness) และการพร้อมรับผิด (accountability) นั่นหมายความว่า คณะกรรมการปฏิรูปชุดต่างๆ นั้นได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาล ภายใต้บริบทการเผชิญหน้าและความขัดแย้งขั้นรุนแรงที่รัฐเองเป็นส่วนสำคัญของความขัดแย้ง ดังนั้นประเด็นท้าทายจึงอยู่ที่เรื่องของการยึดโยงกับทั้งประชาสังคม และ สังคมการเมือง

 การยึดโยงกับประชาสังคม (civil society) นั้นชัดเจน เพราะประชาสังคมไทยนั้นผสานประโยชน์กับระบอบรัฐประหารนับตั้งแต่หลังการรัฐประหารแล้ว เห็นจากตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งไปนั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญและผลักดันกฎหมาย

 แต่การยึดโยงกับสังคมการเมือง (political society) ที่หมายถึงกระบวนการการเลือกตั้ง หรือการแสวงหาการตัดสินใจบนโครงสร้างของประชาธิปไตยแบบมวลชนและเสียงข้างมากนั้นยังไม่ชัด (คณะกรรมการจำนวนมากก็ไม่แคร์ หรือกลับมองว่าการไม่เกี่ยวข้องเป็นโอกาสเสียด้วยซ้ำ) สิ่งนี้น่าจะเป็นประเด็นที่ท้าทายว่าคณะกรรมการปฏิรูปทั้งหลายจะทำงานร่วมกับสถาบันการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่สะท้อนที่มาของอำนาจอธิปไตยได้อย่างไร

 มิตินี้เองที่จะช่วยตอบคำถามว่าการที่คณะกรรมการปฏิรูปเที่ยวไปปฏิรูปอะไรมากมาย สุดท้ายจะมีใครตรวจสอบคณะกรรมการปฏิรูปได้บ้าง การทำงานคุ้มค่ากับงบประมาณไหม? การทำงานซ้ำซ้อนกับกลุ่มอื่นไหม? การทำงานเป็นการฉวยโอกาสทางการเมืองหรือเป็นทางลัดทางการเมืองไหม (ที่กลบเกลื่อนด้วยภาษาสวยหรูที่เรียกว่า หน้าต่างแห่งโอกาสมันเปิด หรือเปล่า)

 นั่นคือภาพใหญ่ที่คณะปฏิรูปต้องเผชิญหน้า และทำงานด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เป็นตัวแทน และพร้อมรับผิด ไม่ใช่ใช้หลักประกันด้วยทุนทางสังคมของผู้เข้าร่วมเท่านั้น

 ทีนี้ในตัวอย่างของแต่ละกรรมการย่อยนั้น ดังที่ผมพอจะสัมผัสอยู่บ้าง ก็จะขอชี้ให้เห็นว่า เวลาที่จะคิดเรื่องการปฏิรูปในกรรมการย่อย เราควรจะมองว่าแต่ละเรื่องนั้นมันจะตอบคำถามใหญ่เรื่องการปฏิรูปได้อย่างไร ไม่ให้เกิดปัญหารัฐซ้อนรัฐซ้อนรัฐซ้อนรัฐๆๆๆ ตลอดเวลา ในความหมายที่ว่า มีรัฐบาลก็มีคณะปฏิรูป มีสภาพัฒน์ มีสภาพัฒนาอื่น มีสภา มีประชาคม ฯลฯ

 ในกรณีของการพิจารณาเรื่องเมืองนั้นอาจจะเป็นตัวอย่างที่ดี ในความหมายว่า แทนที่จะกลายเป็นเวทีในการพูดถึงปัญหาทุกเรื่องของเมือง เราควรจะพิจารณาประเด็นที่เรียกว่า an/the urban dimension of the national reform หรือมิติทางการเมืองของการปฏิรูปประเทศ

 ไม่ใช่ทำทุกเรื่อง แต่ต้องโยงให้ได้ว่าภายใต้สภาวะที่เกิดความขัดแย้งในสังคมที่เป็นอยู่นั้น มิติไหนของเมืองที่มีผลต่อเรื่องดังกล่าว และเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

 อาทิ การมองว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาอาจมีมิติของเมืองเกี่ยวข้องด้วย ในแง่ของการพัฒนาเมืองที่ผ่านมาไม่ได้เอื้อให้เกิดความเท่าเทียมกันในเชิงการกระจายความมั่งคั่งทรัพยากร ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีในแง่การมีส่วนร่วมทางการเมือง สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองร้าวลึก และทำให้เกิดการเผชิญหน้าของเมืองและชนบทโดยเฉพาะความขัดแย้งที่แสดงออกถึงมิติเรื่องพื้นที่การชุมนุม เป็นต้น

 นอกจากนี้แล้ว ผลลัพธ์ของการปฏิรูปเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศนั้นน่าจะมีมิติเรื่องของการนำเอาคนทุกฝ่ายมาเข้าร่วมกระบวนการ และทำให้เกิดสัญญาประชาคมบางประการที่แต่ละฝ่ายยอมรับด้วยกันในแต่ละท้องถิ่น ที่จะทำให้เกิดเอกสารหรือหลักการที่รองรับอำนาจและที่ทางของคนยากคนจน ที่จะทำให้คนยากคนจนนั้นมีหลักอิง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระแสการพัฒนาที่เน้นการสร้างโครงการเพื่อผลิตผลงานของรัฐ กระแสการแสวงหากำไรของเอกชน และกระแสการไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของทุกฝ่าย