
อัศวินบนเส้นทางวิสามัญฯ
คลิปวิสามัญฆาตกรรมนายชาญชัย ประสงค์ศิล หรือโจ๊ก ไผ่เขียว ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ แสดงนาทีชีวิตของนายชาญชัย ที่มีเสียงร้องขอให้ยิงซ้ำเนื่องเพราะยังไม่เสียชีวิตนั้น ได้กลายเป็นประเด็นคำถามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเหตุเพียงพอที่จะกระทำวิสามัญฆาตกรรม
ซึ่งเป็นการฆาตกรรมที่เจ้าพนักงานเป็นผู้กระทำเนื่องในการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร เพราะหากผู้ต้องหาถูกยิงจนไม่อยู่ในวิสัยที่จะต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานแล้ว ก็ชอบที่จะนำตัวไปดำเนินคดีฐานฆ่าคนตายตามกระบวนการทางกฎหมายได้ หรือนี่เป็นนโยบายในการจัดการผู้ร้ายคดีอุกฉกรรจ์ ที่ไม่สมควรมีชีวิตอยู่สู้คดี หรือการที่นายชาญชัย เป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าน้องโตมี่ เป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่สังคมต้องการการตอบแทนแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน และเป็นฉันทานุมัติให้ฆ่า โดยไม่มีการตั้งข้อสงสัย
พฤติการณ์แห่งคดี ในการระบายอารมณ์ด้วยการยิงเข้าไปภายในรถของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพียงเพราะไม่หลีกทางให้ ตามคำรับสารภาพของนายนพพล ประสงค์ศิล น้องชาย กล่าวได้ว่าอุกอาจและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมอย่างยิ่ง แต่ต้องแยกออกจากกรณีการดำเนินคดีตามกฎหมาย มิฉะนั้นแล้วก็ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีศาล เพราะประชาชนสามารถจัดการกันเองได้ และแม้ในทางคดีผู้ต้องหา หรือจำเลยจะให้การรับสารภาพระหว่างการสอบสวน หรือในชั้นศาล ศาลก็ยังต้องให้มีการไต่สวน หรือสืบพยาน เพื่อให้ได้ความจริงอย่างปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง นี่เป็นหลักการสำคัญ แม้กระแสสังคมจะชื่นชมยินดีในการทำงานที่ฉับไวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบางส่วนอาจสะใจที่นายชาญชัยได้รับผลกรรมทันตาเห็นก็ตาม
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ 10) รักษาราชการ ผบช.ภ.1 ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หากไม่มีการยิงต่อสู้ เจ้าหน้าที่ก็อาจไม่วิสามัญฆาตกรรม อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่เข้าจับกุม ก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ในแง่คุณธรรมคงไม่มีใครอยากจะฆ่าใคร หากไม่มีความจำเป็น แต่หากย้อนหลังไปวันที่นายศุภฤกษ์ เรือนใจมั่น หรือโจ ด่านช้าง กับพวกอีก 5 คน แก๊งค้ายาที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในบ้านพักกลางทุ่งท่วมน้ำที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 พ.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บังคับการกองปราบปราม ยศและตำแหน่งในขณะนั้น ก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย คดีนั้น ญาติของนายโจ และผู้ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรม ฟ้องศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมามีการเจรจาประนีประนอม ตกลงจ่ายให้ศพละ 5 แสนบาท
การฆ่าคนตายโดยไม่มีความผิด มีแต่บ้านเมืองที่ไม่มีขื่อมีแป มีแต่บ้านเมืองที่อยู่ในสภาพอนาธิปไตยเท่านั้น สังคมไทยควรมีสติแยกแยะระหว่างอารมณ์และเหตุผล ผู้กระทำความผิดทุกคนสมควรได้รับการลงโทษตามความร้ายแรงและหนักเบาแห่งข้อหา กรณีของนายชาญชัย หากปรากฏในทางพิจารณาของศาลตามคำรับสารภาพน้องชายของเขาจริง โทษของนายชาญชัย ก็คือประหารชีวิต แต่ความตายของเขาก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ย่อมไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง ไม่เพียงคดีนี้ แต่หมายถึงทุกคดี ที่สังคมไทยจะต้องเข้าใจ และให้ความเคารพในกติกาของบ้านเมืองนี้ด้วย



