ข่าว

ส.ก.-ส.ข.เข้าพบมท.1จี้ขึ้นเงินเดือน

ส.ก.-ส.ข.เข้าพบมท.1จี้ขึ้นเงินเดือน

15 ธ.ค. 2553

"ส.ก.-สข."เข้าพบ"มท.1"จี้ขึ้นเงินเดือน อ้างไม่ได้ขึ้นมา 17 ปี ชี้"สุขุมพันธ์"หนุนเต็มที่"ชวรัตน์"ย้ำอดทนได้แม้นายกฯเบรกสารพัด ด้าน"สุเทพ”ปัดขึ้นเงินเดือนหวังลต.ครั้งหน้า แนะปชช.สั่งสอนไม่เลือกส.ส.หลังยาวเข้ามาอีก เล็งใช้ปชป.เป็นตัวอย่าง ไม่ส่งส.ส.ไม่รู้หน

(15ธ.ค.) ที่กระทรวงมหาดไทย ตัวแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และตัวแทนสมาชิกสภาเขต (สข.) ได้เข้าพบ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย โดยนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในฐานะประธานสภา ได้มาขอเสนอปรับเพิ่มเงินเดือน ส.ก. , ส.ข. เพราะเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทน และดูแลชาวเมืองหลวงมาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการพูดถึงการปรับเงินเดือนมานานถึง 17 ปีแล้ว การขึ้นเงินเดือนทุกครั้งมองข้าม สก. , สข.   ซึ่งเราพิจารณาแล้วว่า ปัจจุบัน ค่าครองชีพก็สูงขึ้น ภาระหน้าที่ก็สูง แต่ค่าแรงของ สข.ก็เทียบได้กับค่าแรงขั้นต่ำของพนักงานหน่วยงานต่างๆ ไปแล้ว จึงมาขอให้กระทรวงมหาดไทยช่วยขับเคลื่อนดูแล หลังจากนี้ จะไปพบกับนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน

 นายสุทธิชัย กล่าวต่อว่า การขอขึ้นเงินนั้น ได้มีการเปรียบเทียบดัชนีค่าครองชีพให้เหมาะสมแล้ว โดยเบื้องต้น การปรับขึ้น อาทิ สก.จาก 41,000 บาท เป็น 54,120 บาท สข.จาก 10,500 บาท เป็น 15,250 บาท ประธานสภาเขต จาก 12,000 บาท เป็น 19,050 บาท ส่วนที่มีการมองว่า เป็นการขอขึ้นมากกว่าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก็ขอให้พิจารณาว่า กทม.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีฐานการดูแลสูง คือ สก.1 คน ต่อประชากร 100,000 คน ใกล้เคียงกับ ส.ส. ฐานการดูแลประชาชนจึงต่างจาก อบต.ทั้งนี้ ได้คุยเรื่องการขึ้นเงินเดือนกับ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.แล้ว และ มรว.สุขุมพันธ์ ก็ไม่ขัดข้อง แต่อำนาจอยู่ที่มหาดไทย

 ด้านนายชวรัตน์ กล่าวว่า จะรับไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีเพื่อช่วยสนับสนุนให้ ซึ่งเรื่องนี้ได้ส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณานานแล้ว และคิดว่า ควรปรับขึ้น เพราะฐานการดูแลประชาชน กทม.ก็สูงกว่า อบต.

 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำแหน่งอื่นๆ ที่มีการขอขึ้นเงินเดือนใน กทม.คือ ประธานสภา กทม. ขอขึ้นเป็น 78,620 บาท รองประธานสภา กทม. ขอขึ้นเป็น 64,970 บาท    

 ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้ทบทวนเรื่องการขึ้นค่าตอบแทนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นายชวรัตน์กล่าวว่า เพราะนายกฯ เกรงว่า การเพิ่มเงินเดือนเฉพาะ อบต.จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในหน่วยงานปกครองระดับท้องถิ่น ทั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) สมาชิกสภาเขต (สข.)   และเทศบาล จึงต้องไปศึกษาให้เกิดความพอใจแน่นอนว่า การเพิ่มไม่ทำให้เกิดปัญหา โดยขอเวลา 1 สัปดาห์ ให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณพิจารณาว่า แต่ละหน่วยงาน ถ้าเพิ่มค่าตอบแทนควรจะเหมาะสมที่ระดับไหน แต่ อบต.นั้น มีรายได้ของตัวเองอยู่แล้ว

          เมื่อถามว่า การพิจารณา จะมีการเปลี่ยนอัตราการขึ้นเงินเดือน อบต.หรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า ไม่เปลี่ยน ถ้าเปรียบกับหน่วยงานอื่นทางท้องถิ่นแล้ว   อบต.ยังขอขึ้นน้อยไปด้วยซ้ำ และยืนยันว่า การขึ้นเงินเดือน อบต.ไม่ส่งผลกระทบกับงบพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งการขึ้นเงินเดือน อบต.เทียบแล้ว ใช้งบประมาณ 1 , 050 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เมื่อถามว่า การเพิ่มค่าตอบแทนหน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงนี้ เป็นการปูทางเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง นายชวรัตน์กล่าวว่า ใครจะคิดอะไรก็คิดได้ ถ้ามัวแต่มาพะวงคิดด้วยก็ไม่ต้องทำอะไรกัน

          เมื่อถามว่า การขึ้นค่าตอบแทนหน่วยงานต่างๆ เหมือนเป็นการเตรียมหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ( ปชป. ) แล้วในส่วนพรรคภูมิใจไทย ( ภท. ) มีนโยบายอะไรที่จะแข่งบ้าง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีก็ส่งสัญญาณว่า อาจมีการยุบสภาช่วงต้นปีหน้า นายชวรัตน์ ในฐานะหัวหน้าพรรคภท. กล่าวว่า พรรคภท.มีหลักการบริหารที่ไม่เอาของคนอื่นมาเปรียบ อะไรดีก็ทำ เรื่องนโยบายนั้น การเป็นพรรคการเมืองก็ต้องเตรียมเลือกตั้งทุกขณะ เหมือนทหารที่ยึดหลัก แม้หวังตั้งสงบ แต่ต้องเตรียมรบพร้อมสรรพ

 เมื่อถามว่า หากในสัปดาห์หน้า ครม.ตีกลับเรื่องการขึ้นค่าตอบแทน อบต.อีก จะทำอย่างไร นายชวรัตน์กล่าวว่า ให้ตีกลับมาก่อนแล้วค่อยพูด ส่วนที่มีการมองว่า พรรคปชป.เสนออะไรก็ผ่าน แต่พรรคภท.เสนอแล้วไม่ผ่านนั้น ก็ขอให้พวกคอลัมนิสต์ไปวิจารณ์เอง เป็นการตอบโต้จากบุคคลที่ 3 ซึ่งพรรค ภท.ก็มีผลงานอื่นอีกมากมาย ยืนยันว่า การทำงานด้วยกันไม่มีอึดอัดขัดใจ ผู้บริหารประเทศแต่ละคนก็ต้องมีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งพรรค.ทำงานนั้น ถ้าไม่ใช่การติเพื่อทำลาย ก็คิดว่า ไม่มีปัญหาอะไร แต่การทำงานก็ต้องมีวินัย ต้องฟังนายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชา เมื่อถามย้ำว่า เรื่องการขึ้นค่าตอบแทน พอพรรคปชป.เสนอผ่าน แต่เมื่อพรรคภท.เสนอถูกสกัด นายชวรัตน์กล่าวว่า “ ผมมีความอดทนพอสมควร ถ้าไม่เกินลิมิท แต่ตอนนี้ก็ยังทนได้อยู่ ”

 ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงกรณีที่ครม.มีมติให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ รวมถึงฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ว่า จริง ๆ แล้วการขึ้นเงินเดือนมีการปรับขึ้นเป็นระยะตามอัตราเงินเฟ้อ อัตราค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเวลาขึ้นเงินเดือนจะมี 2 ฝ่ายคือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องอิงกัน ฝ่ายบริหารก็จะมีฐานจากบรรดาเงินเดือนของข้าราชการทั้งหลาย ซึ่งจะต้องมีการปรับเป็นช่วงๆ ตามที่คณะกรรมการเงินเดือนเสนอมา โดยขึ้นครั้งหนึ่งประมาณ  4 - 5 % จากนั้นจึงไปพิจารณาการขึ้นเงินเดือนของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งหลักการที่มีการพิจารณากันก็คือผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร หรือนายกฯ ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือประธานรัฐสภา และฝ่ายตุลาการ หรือประธานศาลฎีกา ต้องมีอัตราเงินเดือนเท่ากัน ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ ก็ลดลั่นกันลงมาตามลำดับ

 นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า การขึ้นเงินเดือนมาทุกครั้งจะขึ้นในลักษณะระนาบเดียวกันมาตลอด จนเมื่อปี 2548 มีการขึ้นเงินเดือนของฝ่ายข้าราชการประจำ ฝ่ายบริหาร แต่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งครั้งนั้นขึ้นมาประมาณ 4 % พอมาปี 2550 มีการปรับขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการประจำ และฝ่ายบริหารอีก และไม่ได้ขึ้นเงินเดือนให้ฝ่ายนิติบัญญัติอีก จึงทำให้เงินเดือนของฝ่ายบริหารมากกว่าฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ประมาณ 9 %   พอมาคราวนี้ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการประจำ ขึ้นฝ่ายบริหารอีก 5 % เพราะฉะนั้นการปรับขึ้นเงินเดือนให้ส.ส.ครั้งนี้ จึงดูมากเพราะคณะกรรมการที่เสนอเรื่องมาเขาต้องการให้กลับสู่ระบบเดิมคือปรับเท่ากัน ซึ่งเมื่อวานตนได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ด้วย โดยได้นำตัวเลขและข้อเท็จจริงมาให้ในที่ประชุมครม.ดูเพราะได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอด

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการวิจารณ์ว่าการขึ้นเงินเดือนของส.ส.และส.ว.ไม่สอดคล้องกับการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะยังมีการขาดประชุมสภาจนทำให้สภาล่มไปหลายครั้ง นายสุเทพ กล่าวว่า ความจริงแล้วองค์ประชุมสภาล่มก็มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งหลายครั้งก็มีความจงใจให้ล่ม บางคนอยู่ในที่ประชุมแต่ไม่แสดงตน แต่นี่ไม่ใช่การแก้ตัวเพราะรัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะต้องพยายามให้คนของตัวเองมาประชุมให้ครบ แต่บางครั้งก็มีเหตุบังเอิญพอดีที่มีธุระบ้าง หรือไปต่างจังหวัดบ้าง แต่เมื่อสังคมมีการวิจารณ์อย่างนี้ ได้ยินกันชัดเจน บรรดาส.ส.และส.ว.ก็ต้องตระหนักว่าประชาชนคาดหวังอะไร การเล่นเกมกันอย่างนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนว่าส.ส.และส.ว.ไม่ทำงาน

 เมื่อถามว่าหากขึ้นเงินเดือนให้อย่างนี้ก็ควรจะมีเงื่อนไขเช่นหากส.ส.ไม่มาประชุมก็ตัดเงินไปเลยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ก็คงต้องให้ส.ส.ไปว่ากันเอง แต่ความจริงก็มีบทลงโทษอยู่ว่าส.ส.ขาดประชุมกี่ครั้ง ๆ จะมีบทลงโทษอย่างไร ถามต่อว่าจะทำอย่างไร เมื่อคุณภาพส.ส.ต่ำ แต่ความรับผิดชอบไม่มี นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องช่วยกันแก้ต่อไป เพราะเราก็ยังต้องอยู่ในระบบนี้   เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมาก ทำไมไม่สามารถเป็นหลักได้ รองนายกฯ กล่าวว่า ช่วงหลัง ๆ ดีขึ้นแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตนก็พยายามพูดคุยในพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคให้กำชับสมาชิกเข้าประชุมกันโดยพร้อมเพียง

 ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างไรเมื่อจะขึ้นเงินเดือนให้ส.ส. และส.ว. แต่คุณภาพการทำงานของส.ส.และส.ว.ยังเป็นที่กังขาของประชาชนอยู่ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องช่วยกันเลือกให้ดี ตอนนี้อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ประชาชนก็ต้องตั้งหลักให้ดีว่า ส.ส.ประเภทที่ขาดประชุมมากก็อย่าเลือกเข้าไป ถามต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้เป็นตัวอย่างหรือไม่เพราะเวลาไปเดินหาเสียงก็ต้องตอบประชาชนให้ได้ เพราะในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีบางคนที่ไม่เข้าประชุมสภาเหมือนกัน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนดูอยู่ และได้ตักเตือนอยู่ตลอดเวลาซึ่งหากส.ส.คนไหนที่ขาดประชุมสภาบ่อย ไม่สนใจเข้าประชุม การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคก็ไม่ส่งลงสมัคร ซึ่งโลโก้ที่ว่าพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรคยังดำรงอยู่ และจะพยายามเลือกคนให้ดีขึ้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการขึ้นเงินเดือนให้กับฝ่ายบริหารไม่ว่าจะเป็นนายกฯ   หรือรองนายกฯซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 เม.ย. 54   จะทำให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่หรอกเพราะเป็นการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการซึ่งทำกันมาเป็นระยะ ๆ ตามภาวะค่าครองชีพและตามภาวะเงินเฟ้อเพื่อให้ข้าราชการทั้งหลายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทำงานให้กับประเทศชาติประชาชนได้ ซึ่งเมื่อปรับขึ้นมาก็ต้องมีผลขึ้นมาทุกระดับ แต่ในส่วนของส.ส.นั้นให้มีผลหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเพราะไม่ต้องการให้ประชาชนมองว่าเป็นการเงินเดือนให้กับตัวเอง  

เมื่อถามว่าในส่วนของประชาชนรัฐบาลจะดูแลอย่างไร เพราะเมื่อมีการขึ้นเงินเดือน ข้าวของก็ต้องแพงขึ้น รองนายกฯ กล่าวว่า ความจริงการดูแลประชาชนของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะเห็นชัดเจนเช่นการดูแลเรื่องผลผลิตการเกษตรทำให้เกษตรกรทุกสาขามีรายได้ดีขึ้น หรือผู้ใช้แรงงานรัฐบาลก็มีการปรับคาแรงให้แม้ว่าจะไม่มากเพราะกระทบต่อผู้ประกอบการเกินไป แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนผู้ใช้แรงงานดีขึ้น และคงค่อย ๆ ปรับกันไปอีก

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการขึ้นเงินเดือนให้ทุกระดับทั้งระบบเช่นนี้ทำให้มองกันว่ารัฐบาลกำลังหวังผลในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น เป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป แต่สิ่งที่รัฐบาลทำมีหลักอยู่ว่าหากประชาชนมีเงินมองจับจ่ายใช้สอยไม่ฝืดเคือง มีรายได้ดีก็จะทำให้อำนาจการซื้อของประชาชนดี ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ดี เมื่อถามว่า มีการติงว่าหากมีการใช้ประชานิยมมาก อาจทำให้ระบบพังเหมือนยุโรปและอเมริกา รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่หรอก คงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเราก็ดูในสิ่งที่เป็นเหตุ เป็นผล และหากใครจะบอกว่าเป็นประชานิยมตนก็ว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับประชาชน

 นายกส.อบต.เชียงใหม่ขู่กดดัน"มาร์ค"
 
 นายนพดล ณ เชียงใหม่ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ระงับการขึ้นเงินเดือนและค่าตอบแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะจะกระทบต่องบพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบลโดยตรง ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของนายกฯ เพราะเรื่องนี้ได้เคยมีการพูดคุยกันแล้วเมื่อ 5-6 เดือนก่อน โดยให้มีการนำไปพิจารณา ซึ่งนายกฯ ก็ทราบล่วงหน้าแล้วแต่ยังมีการระงับอีก

 ขณะที่อนุมัติให้ขึ้นเงินเดือนส.ส.และส.ว. มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท รวมถึงขึ้นเงินเดือนข้าราชการ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ซึ่งล้วนแล้วแต่กระทบกับงบประมาณในการพัฒนาประเทศ แต่นายกฯ กลับไม่พิจารณาในประเด็นดังกล่าว โดยอ้างแต่ว่าการขึ้นเงินเดือนนายกอบต.จะกระทบกับงบพัฒนาท้องถิ่น ทั้งนี้ ได้มีการปรึกษาหารือกับสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยว่าจะมีการเคลื่อนไหวแสดงพลังไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน แต่จะมีการประชุมรายละเอียดอีกครั้ง ส่วนที่เชียงใหม่และลำพูนก็จะมีการเคลื่อนไหวส่วนย่อยด้วยการขึ้นป้ายคัตเอาท์ในแต่ละอบต.ด้วยเช่นกัน โดยข้อความหลักคือ ไม่เห็นด้วยกับการชะลอการขึ้นเงินเดือน ส่วนรูปแบบข้อความจะเป็นอย่างไรและจะเริ่มต้นเมื่อไหร่จะหารือกันอีกครั้ง

 "ตอนนี้ได้มีการกระจายอำนาจมาให้ท้องถิ่นเกือบหมด ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่ที่นายกอบต.เกือบทั้งหมด แต่เรื่องค่าตอบแทนกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้เงินเดือนนายกอยู่ที่ 8,000 - 9,000 บาทเท่านั้น น้อยมาก เงินเดือนของปลัดอบต. พนักงานอบต.ยังได้มากกว่า" นายนพดล กล่าว

"รสนา"ชี้ฟ้องศาลปค.ขึ้นเงินเดือนส.ส.-ส.ว.
 

 น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวถึงการขึ้นเงินเดือนส.ส.และส.ว.ว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องนี้ นอกจากการทำหน้าที่ของส.ส.และส.ว.จะไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะได้รับค่าตอบแทน การใช้งบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาทซึ่งมาจากงบกลางนั้น จะส่งผลกระทบต่องบประมาณรายจ่ายในปีหน้า ถือว่าเสียวินัยทางการคลัง

 ตนจะทำหนังสือแสดงเจตจำนงที่จะไม่รับเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้เห็นว่ากรณีที่มีการตั้งกรอบงบประมาณไว้ล่วงหน้าแล้วภายหลังนำมาจัดสรรเป็นเงินเดือนให้ส.ส.และส.ว.นั้นมีลักษณะเหมือนเซ็นเช็คเปล่าเพื่ออนุญาตให้ใช้เงินล่วงหน้าแล้วกรอกตัวเลขภายหลังนั้นประชาชนเจ้าของภาษีจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่

 เพราะถือว่าการออกพ.ร.ฎ.จะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารแต่หากไม่ถูกต้องก็สามารถเพิกถอนได้เช่นเดียวกับที่ตนเคยฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนพ.ร.ฎ.แปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในรัฐบาลก่อนหน้านี้และสุดท้ายศาลปกครองก็ให้เพิกถอน