
'มาร์ค'เปิดอาเมด-ไร้เงาผู้แทนซาอุฯ
"อภิสิทธิ์"กดปุ่มเปิดประชุมอาเมดครั้งที่ 3 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการแล้ว ไร้เงาผู้แทนจากซาอุดิอาระเบีย "อาเมด"สรุปหนุนนโยบายต่อสู้กับความรุนแรงทุกประเภท
(15ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมกรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง ครั้งที่ 3 (AMED) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรี ภาคเอกชน และประชาสังคมของประเทศสมาชิกจาก 49 ประเทศ และ 1 องค์การบริหารดินแดนปาเลสไตล์ ทั้งทวีปเอเชีย และตะวันออกกลาง ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมภายใต้หัวข้อ “ ร่วมมือ มั่งคง รวมพลังสู่อนาคต ” ทั้งนี้ในพิธีเปิดได้มีการแสดงกลองสะบัดชัย ขบวนกลองยาว ต้อนรับผู้แทนจากประเทศสมาชิกด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมสรุปว่า ทุกคนต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงโลก แม้มีความพยายามโดยกรอบความร่วมมือหลาย กรอบ รวมทั้งกลุ่มจี 20 เพื่อแก้ปัญหาก็ตาม แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการและผลประโยชน์ของประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ดังนั้นความร่วมมือระดับภูมิภาคดังเช่นอาเมด ย่อมสร้างความแตกต่างได้ และในโลกที่มีการแข่งขันสูง ต่างมีประเทศในกลุ่มอาเมดเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่มีศักยภาพ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้เห็นว่า เราต้องใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งประเทศไทยมีความเชื่อว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งใช้ชีวิตด้วยภูมิปัญญา ความพอประมาณ และมีเหตุผล ซึ่งตรงกับจุดหมายของอาเมด โดยประเทศสมาชิกจากตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และเอเชียกลาง มีความร่วมมือกันในด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นหลักประกันความมั่นคงในระยะยาวได้ ขณะเดียวกันความมั่นคงด้านอาหารเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญลำดับต้น และประเทศสมาชิกหลายประเทศมีภูมิศาสตร์เหมาะสมกับการเป็นศูนย์กลางกระจายอาหารและผลิตภัณฑ์ของไทย ซึ่งไทยเองได้พัฒนาโครงการลงทุนกับประเทศสมาชิกอาเมดในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร โดยเมื่อร่วมมือกันแล้วเกิดความแข็งแกร่งด้านเกษตรกรรม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นเรื่องสภาพอากาศ ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาความมั่นคงทางการเดินทะเล และปัญหาโจรสลัด เป็นความกังวลที่ต้องให้ความสนใจทันที และร่วมแรงเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งไทยได้สนับสนุนความพยายามรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศมาโดยตลอด โดยได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมภารกิจของสหประชาชาติด้วย ทั้งนี้หวังว่าจากการประชุมจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ลดช่องว่างทางกายภาพและความคิดระหว่างกัน ยอมรับความแตกต่างและค้นพบความคล้ายคลึง ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์เติมเต็มซึ่งกันและกัน นำไปสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และหวังว่าเวทีนี้จะเสริมสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมอาเมดครั้งที่ 3 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ไร้ผู้แทนจากซาอุดิอาระเบียที่เดินทางเข้าร่วมประชุมครั้งนี้
"อาเมด"สรุปหนุนนโยบายต่อสู้กับความรุนแรงทุกประเภท
นายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ รองอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา แถลงสรุปภาพรวมการประชุมกรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง ครั้งที่ 3 ( AMED ) ในวันแรก ว่า ในที่ประชุมเต็มคณะที่มีนาย Raouf Saad ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ ในฐานะเจ้าภาพการประชุม AMED ครั้งที่ 2 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และเจ้าชายโมฮาเหม็ด โบลเกียห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าบรูไน ได้กล่าวในที่ประชุมย้ำความสำคัญถึงการเพิ่มความร่วมมือของประเทศในเอเชียและตะวันออกกลาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การต่อต้านการก่อการร้าย การพัฒนาพลังทดแทนและพลังงานทางเลือก ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศ และการส่งเสริมความร่วมมือของภาคประชาชน ขณะที่ผู้แทนจากบังกลาเทศ อินโดนีเซีย ศรีลังกา อุสเบกีสถาน จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เลบานอน ได้ย้ำเช่นกันว่าประเทศในกลุ่มความร่วมมือ AMED ควรร่วมมือกัน เพื่อรับมือกับความท้าทาย ทั้งด้านภัยก่อการร้าย โจรสลัด การค้ามนุษย์ ความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี เช่น ปัญหาในปาเลสไตน์
นายปัญญรักษ์ กล่าวว่า ทุกประเทศเห็นพ้องกันว่า AMED มีพลังยิ่งใหญ่พอที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆ ของโลกได้ พร้อมกับเห็นด้วยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน เสนอว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ AMED ควรพบกันที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาทุกปีด้วย และเห็นว่าประเทศสมาชิกกรอบ AMED มีความทัดเทียมกัน ดังนั้นความร่วมมือกันอยุ่บนพื้นฐานความทัดเทียม จะทำให้ AMED เป็นพลังเสียงที่มีปึกแผ่น
ที่ประชุมเห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายสายกลางต่อสู้กับความรุนแรง การก่อการร้ายทุกประเภท โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ข่าวกรอง ร่วมถึงแลกเปลี่ยนระหว่างความเชื่อที่แตกต่างกัน โดยถ่ายทอดคำสอนของศาสดาต่างๆ อย่างถูกต้อง ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ย้ำว่าปัญหาการค้าอาวุธที่ผิดกฎหมายเป็นปัญหาสำคัญ ทุกประเทศควรแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องปรามปัญหาการก่อการร้าย ที่อาจมีขึ้นได้ในทุกประเทศ
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นด้วยให้สนับสนุนความร่วมมือระดับประชาชน ทั้งการคมนาคม การติดต่อสื่อสาร โดยรื้อฟื้นเส้นทางสายไหม (เป็นเส้นทางสายแรกที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศจีนผ่านภูมิภาคตะวันออกกลางสู่ประเทศแถบตะวันตก) ให้เป็นเส้นทางสายด่วนสายไหม เพื่อหวังว่าเกิดการพัฒนาลดช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับยากจน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม ทุกประเทศเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิชาการให้ทั้งสองภูมิภาคได้เชื่อมโยงกัน โดยใช้ความชำนาญของแต่ละประเทศ ขณะที่บทบาทสื่อมวลชนถือว่ามีความสำคัญ เพราะสามารถแสดงบทบาทสร้างความร่วมมือภูมิภาคทั้งสองเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ได้



