ข่าว

หมดยุคทักษิณ-สิ้นอนาคตเพื่อไทย?

หมดยุคทักษิณ-สิ้นอนาคตเพื่อไทย?

15 ธ.ค. 2553

ผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาหมาดๆ ไม่ว่าคนในพรรคเพื่อไทยจะคิดอย่างไร แต่ลึกๆ แล้วทุกคนคงจะรู้ตัวว่าขณะนี้ได้หมดยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว เหลือแต่เพียงว่าทำอย่างไรพรรคเพื่อไทยจึงจะไม่สิ้นอนาคตตามไปด้วยเท่านั้น

 พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีรากเหง้ามาจากพรรคไทยรักไทย รวมทั้งพรรคพลังประชาชนซึ่งถูกยุบพรรคไปแล้วนั้น ผูกติดตัวเองอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างแกะไม่ออก และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคนี้ทำหน้าที่ทางการเมืองเพียงอย่างเดียวคือการปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ แม้กระทั่งการให้ความร่วมมือกับกลุ่ม นปช.และคนเสื้อแดงในการชุมนุมต่างๆ จนลุกลามไปถึงขั้นเกิดความรุนแรงในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยในสายตาของประชาชนทั่วไปตกต่ำลงอย่างมาก

 หากย้อนไปดูยุทธศาสตร์ของพรรคไทยรักไทยในอดีต จะเห็นว่าพรรคดังกล่าวดำเนินกลยุทธ์ตามทาง “คิดใหม่-ทำใหม่” นโยบายทางสังคมที่นำมาใช้ในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณสุขอย่าง “30 บาท รักษาทุกโรค” เรื่องเศรษฐกิจอย่าง “หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล” หรือเรื่องให้การศึกษาภาคบังคับฟรี  ฯลฯ รวมไปถึงผลงานที่เป็นรูปธรรมต่างๆ ในช่วงเวลา 4 ปีแรก ที่เป็นรัฐบาล ได้สร้างความชื่นชมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวชนบท จนเกิดคำเรียกขานเชิงเสียดสีจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในเวลานั้น ว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” โดยนัยก็คือเป็นแค่การหาคะแนนเสียงจากประชาชนอย่างน่ารังเกียจ

 แต่ในวันนี้ เมื่อบุญมาวาสนาส่งสถานการณ์พลิกผันให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่รีรอที่จะเดินตามรอยของพรรคไทยรักไทยในเรื่องประชานิยม และแม้แต่พรรคภูมิใจไทยที่ดีดตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน ก็ยังชูคำขวัญ “ประชานิยม สังคมเป็นสุข” ซึ่งเท่ากับทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ต่างก็ยอมรับในการ “คิดใหม่-ทำใหม่” ของพรรคไทยรักไทย ที่คิดไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเองกลับไม่ได้นำความคิดนี้มาสานต่อ และใช้เป็นนโยบายหลักของพรรค หากมุ่งแต่จะชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นจุดขายเพียงอย่างเดียว ซึ่งถึงตอนนี้ก็คงจะรู้แล้วว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง

 เป็นที่คาดกันว่า ผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญให้พรรคประชาธิปัตย์รีบตีเหล็กกำลังร้อนด้วยการยุบสภาภายในต้นปี 2554 ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยปรับตัวไม่ทัน ก็เชื่อแน่ว่าอาจจะเหลือที่นั่งในสภาน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ และจะหายไปจากวงการเมืองไทยในที่สุดเช่นเดียวกับพรรคการเมืองไทยหลายต่อหลายพรรคในอดีตที่จัดตั้งขึ้นตามกระแสนิยมในตัวบุคคลหรืออิทธิพลของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งเมื่อกระแสนิยมสลายลงหรือบุคคลนั้นหมดสิ้นอิทธิพล พรรคการเมืองนั้นๆ ก็ปิดตัวตามไปด้วย

 หากพรรคเพื่อไทยต้องการที่จะยืดอายุของตนเองออกไป สิ่งแรกที่ควรทำในทันที ก็คือการทำให้ภาพของพรรคเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงพรรคส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยจะต้องหากลยุทธ์ใหม่ในการแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ และก้าวไกลไปกว่าแนวคิดเชิงประชานิยมต่างๆ ซึ่งได้ริเริ่มไว้ในสมัยที่ยังเป็นพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยก็ต้องหัดคิดอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าการตีรวนในสภา

 ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็ด้วยความต้องการที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยของไทยมีความเข้มแข็ง มีการแข่งขันของพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการตัดสินใจเลือกตัวแทนที่ดีที่สุดในทัศนะของตน มากกว่าจำใจต้องเลือกใครก็ได้ เพราะไม่มีคนอื่นหรือพรรคอื่นให้เลือก

 ไม่มีคำว่าสายหรอกครับ สำหรับคนที่ไม่มัวแต่นอนหลับใหลจนลืมตื่น