ข่าว

บทพิสูจน์"แดงนำ"แนวร่วม-หอกข้างแคร่

บทพิสูจน์"แดงนำ"แนวร่วม-หอกข้างแคร่

15 ธ.ค. 2553

คำประกาศก้องของคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยที่ประกาศว่า "จังหวัดสุรินทร์" เอา "แมวลงสมัคร" ในนามพรรคเพื่อไทยก็ชนะแน่นอน ผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้คงได้บทเรียนกันไปหลายคน

 ขนาด "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ก็ยังออกมายอมรับว่าต้องกลับไปศึกษาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะในพื้นที่ภาคอีสานนั้น อีสานเหนือและอีสานกลางมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากพื้นที่อีสานใต้

 เพราะก่อนหน้านี้ "สารวัตรเหลิม" มั่นอกมั่นใจเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ที่ "นครราชสีมา" กับ "สุรินทร์" พรรคเพื่อไทยชนะแน่นอน สุดท้ายพ่ายทั้งสองจังหวัด

 ส่วนเหตุผล 13 ข้อที่ "สารวัตรเหลิม" อ้างเป็นบทสรุปความพ่ายแพ้โดยเฉพาะเรื่อง "อำนาจรัฐ" และ "อำนาจเงิน" ต้องยอมรับว่าใครเป็นรัฐบาลก็มักได้เปรียบ แต่ก็ต้องถามกลับทำไมเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา "สกลนคร ศรีสะเกษ และมหาสารคราม" จึงได้รับชัยชนะ

 สุดท้ายแล้วคงต้องเอาความจริงมาพูดกันตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มคัดเลือกตัวผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งนี้มีวิธีการอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่จ.สุรินทร์ ที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดง

 ในอดีตการส่งตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งจะมีกรรมการเป็นผู้คัดเลือก แต่การคัดเลือกตัวผู้สมัครครั้งนี้ "คนเสื้อแดง" มีบทบาทและการเคลื่อนไหวในพื้นที่เข้มแข็งจนไปกดทับ "อำนาจ" กรรมการชุดนี้

 โดยมี "แกนนำพรรคอื่น" ต้องการพิสูจน์ตัวเองกับ "นายใหญ่" หลังไปทำผิดยกมือสนับสนุน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้ "ลูกพรรค" ถอนตัวไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ พร้อมอาสานำทีมช่วยเหลือเรื่องการหาเสียง

 การเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนอาศัย "พรรคอื่น" มาคุมการทำงานของทีมหาเสียงพรรคเพื่อไทยอีกชั้นหนึ่ง

 สำหรับ "ปทิดา ตันติรัตนานนท์" ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ถือเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ เป็นคนเหนือที่มาเป็นสะใภ้เมืองสุรินทร์ ตลอดการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในพื้นที่ "ปทิดา" เป็นผู้ที่สนับสนุนหลักมาตลอด

 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ "ศุภรักษ์ ควรหา" ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย เป็นคนสุรินทร์โดยกำเนิด เป็นอดีตส.ส.มาหลายปี เคยมีตำแหน่งเป็นถึง "รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" ในพื้นที่ถือว่าทำงานเข้าตาประชาชน

 ดังนั้น หากเปรียบเทียบผลงานด้าน "ตัวบุคคล" ถือว่า "ปทิดา" เป็นรอง "ศุภรักษ์" คะแนนเลือกตั้งที่ออกมา "ปทิดา" ได้กว่า 7 หมื่นคะแนนถือเป็นคะแนนของประชาชนที่ยังชื่นชอบในตัว "ทักษิณ ชินวัตร" ล้วนๆ ขณะที่ "ศุภรักษ์" ที่ได้กว่า 1 แสนคะแนน ถือว่าได้คะแนนนิยมส่วนตัวไปกว่าครึ่ง เพราะสมัยเป็น ส.ส.เคยสร้างผลงานให้ชาวบ้านเห็นมาแล้ว

 มีสมาชิกในพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานหลายคนพูดตรงกันว่าการเลือกตั้งใหญ่หากผู้ใหญ่ในพรรคให้อำนาจเด็ดขาด "คนเสื้อแดง" กำหนดตัวผู้สมัครในพื้นที่การเลือกตั้งมีปัญหาแน่นอน แทนที่คนไม่ได้รับคัดเลือกจะให้ความร่วมมือ สุดท้ายกลับกลายเป็น "หอกข้างแคร่" ไป เนื่องจากปัญหาความแตกแยกของคนภายในพรรค!

 ความพ่ายแพ้ใน "สุรินทร์" นอกจากปัญหา "หอกข้างแคร่" แล้ว ตัวผู้สมัครเองเมื่อเทียบชั้นด้านประสบการณ์กับคู่แข่งที่เป็นรองแล้ว ปัญหาเรื่องการนำ "คนนอกพรรค" มาเป็นคนคุมทีมในพรรคเพื่อไทยก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน

 บางคน "รับงาน" แล้วหนีก็มี ในพรรคก็ตั้งข้อสังเกตว่า "รับสองงาน" จึงเป็นเรื่องที่ "ผู้ใหญ่" ในพรรคเพื่อไทยต้องไปตรวจสอบกันเอง

 ในแง่ของพรรค หลังประเมินผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงเวลาที่พรรคเพื่อไทยต้องทบทวนบทบาทพรรคกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง หากปล่อยให้ "คนเสื้อแดง" เป็นผู้กำหนดทิศทางพรรค สุดท้ายการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า "รัฐบาลอภิสิทธิ์" คงได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

 แต่ถ้า "พรรคเพื่อไทย" มั่นใจว่าอยู่ได้ไม่ต้องมี "คนเสื้อแดง" พร้อมประกาศตัดขาดการเคลื่อนไหวร่วมกับ "คนเสื้อแดง" ก็ถือว่าเสี่ยงไม่ใช่น้อย เพราะพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงเกินครึ่ง

 สุดท้าย "พรรคเพื่อไทย" ต้องพยายามปรับบทบาทให้พรรคกับคนเสื้อแดงทำงานร่วมกันโดยไม่ให้น้ำหนักการ "การนำ" ไปอยู่กับด้านใดด้านหนึ่งเหมือนที่ผ่านมาแต่จะทำได้แค่ไหนการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์!

 สมถวิล เทพสวัสดิ์