ข่าว

พท.เย้ยเนวินเป็นใหญ่บ้านเมืองวิกฤติ

พท.เย้ยเนวินเป็นใหญ่บ้านเมืองวิกฤติ

14 ธ.ค. 2553

โฆษกเพื่อไทยเย้ย “ เนวิน ” ถ้าเป็นใหญ่บ้านเมืองวิกฤติ "ภูมิใจไทย" เดินหน้าดันพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภาฯสมัยหน้า โว 4 แสนคนหนุน แก้รธน. ยังไม่ได้ข้อสรุป ยังไม่สรุปเอาของใหม่หรือเก่า นัดถกอีกครั้ง 21 ธ.ค.นี้

 (14ธ.ค.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายมาศ เคหาสน์ธรรม เจ้าของฉายา "ซินแสไฮเทค"ทำนายว่าดวงของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในปี 2554 เป็นช่วงขาขึ้น และในปี 2555 ดวงจะดีมาก มีโอกาสเป็นใหญ่ได้ 3 ปี แต่จะจบไม่สวยเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่รู้ว่านายมาศเป็นโหรการเมืองหรือเปล่า โหรการเมืองส่วนใหญ่จะทำนายผิดตลอด

 "ถ้านายเนวินได้เป็นใหญ่จริงบ้านเมืองคงวุ่นวายน่าดู การทำนายดังกล่าวอาจมีนัยเกี่ยวพันกับการที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง แต่ต้องถามว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นเสียงข้างมากได้อย่างไร และนายเนวินยังติดโทษห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง" โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวและว่า

 ดังนั้นจึงใช้หลักวิทยาศาสตร์ฟันธงได้ว่านายเนวินไม่ได้เป็นนายกฯแน่นอน ถ้าหากได้เป็นบ้านเมืองอาจเกิดวิกฤติและจบไม่สวยตามที่หมอดูบอกตอนท้าย การเป็นใหญ่ตามความหมายของหมอดูคือการอยู่เบื้องหลังแบบปัจจุบันมากกว่า  

"ภูมิใจไทย"เดินหน้าดันพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

 นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) แถลงผลการประชุมพรรคว่า พรรคยังควงเดินหน้า รวบรวมรายชื่อประชาชนสนับสนุนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่พรรคได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เงียบหายไปแต่อย่างใด โดยในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา มีประชาชน ส่งแบบฟอร์มมาที่พรรคแล้ว จำนวน  3-4 แสนคน และยังทยอยส่งมาอีกเรื่อยๆทำให้พรรคต้องขยายเวลาออกไป จนถึงวันที่ 21 ธ.ค.นี้ จากนั้นจะรวบรวมและตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน โดยคาดว่าเมื่อมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป ในที่ 18 ม.ค.เป็นต้นไป พรรคภูมิใจไทยจะสามารถเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

แก้รธน.ยังไม่ได้ข้อสรุปถกอีกอังคารนี้

 เมื่อเวลา  13.00 น. ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..) พุทธศักราช... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ครั้งที่สอง โดยมีนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน  ทั้งนี้ได้มีการเชิญตัวแทนจากกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ มาร่วมชี้เเจง  โดยวาระการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เริ่มที่มาตรา 190 ก่อน เเละเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วจึงจะเริ่มหารือในมาตรา 93-98 

 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์  ประธานคณะกรรมการพิจารณาเเนวทางการเเก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปทางการเมืองเเละศึกษาการเเก้ไขรัฐธรรมนูญ  ในฐานะที่ปรึกษากมธ.ชี้แจงว่า ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 190  ตนเชิญผู้เกี่ยวข้องมาพิจารณา โดยในวรรค 2 ได้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือหนังสือสัญญาเขตแดนอธิปไตย ไม่ว่าเขตแดนมากน้อยนั้น จะเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาหมด และหนังสือสัญญากระทบเศรษฐกิจ  สังคมต้องมีบอกว่าแค่ไหนคือผลกระทบ ในวรรค 3 วรรค 5 ให้เติมสัญญาระหว่างประเทศเข้าไป

 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตสสร.ชี้แจงว่า สนธิสัญญาเดิมมี 3 ประเภท แต่พอยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ตรงนี้บรรจุในมาตรา190 เพิ่ม 2 เรื่องคือ  ฝ่ายบริหารต้องขอเห็นชอบจากสภา เรื่องกรอบเจรจา รัฐบาลต้องรับฟังคิดเห็นประชานก่อนทำสนธิสัญญา  การตีความว่าสัญญาใดเข้าหนึ่งใน 5 ประเภท  และการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย   โดยมาตรา 190 เป็นหลักการคุ้มครองรัฐ และประชาชน ไว้ถ่วงดุลอำนาจรัฐ ถ่วงอำนาจ 3 ฝ่าย ตนจึงเห็นว่าเราไม่ควรละหลักการสำคัญตรงนี้ ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารกำหนดประเภทสัญญา โดยให้ศาลตีความ โดยในวรรค 3 ระบุว่า การทำหนังสือที่กระทบเศรษฐกิจสังคม ผูกพันการค้า และงบประมาณต้องเห็นชอบรัฐสภา ตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ จะทำให้หลักการเรื่องถ่วงดุลอำนาจเสียไปทันที  ฝ่ายบริหารต้องชี้แจงประชาชน เเละชี้แจงต่อรัฐสภา แต่เดิมกำหนดว่าไม่ว่าทำสนธิสัญญาไม่ว่าประเภทใดต้องผ่านกระบวนการสภาทั้งหมด แต่การที่รัฐบาลเสนอแยกออกเป็น 2 วรรค 2 ส่วน จะเกิดได้เฉพาะสนธิสัญญา 2 ข้อหลัง แสดงว่า 3 ข้อแรกหายไป ส่วนเรื่องการขอกรอบเจรจา รัฐต้องแก้ไขเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  และให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ การทำหนังสือสัญญาใดที่เป็นสัญญาต่างประเทศ มันขาดเรื่องของกรอบเวลา เนื่องจากของเก่าที่กำหนดว่าเมื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้วินิจฉัยเสร็จ 60 วัน แต่ในร่างรัฐบาลเสนอนั้นไม่มีเรื่องกรอบเวลา 

 นายเจิมศักดิ์  ปิ่นทอง  อดีตสสร.ชี้แจงว่า การพิจารณามาตรา 190  ในสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ในมาตรา 124  ไม่ครอบคลุมสัญญา ดังนั้นการพิจารณาต้องผนวกร่างหนังสือสัญญาที่กระทบเศรษฐกิจเเละสังคมเข้าไป ปัญหาคือการร่างรัฐธรรมนูญ มีการแปรญัตติมากมาย ที่สุดสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ให้ตนเป็นประธานยกร่างมาใหม่  โดยเชิญคนแปรญัตติเเละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ ภาคประชาสังคม เข้ามาให้ความเห็น ที่สุดออกมาอย่างที่เห็นเป็นมาตรา 190   ขอเรียนว่า เราได้เพิ่มเติมประเด็นหนังสือสัญญาบอกว่าต้องผ่านรัฐสภา เมื่อฝ่ายบริหารขอความเห็นชอบจากสภา ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติทำงานช้า ไม่บรรจุ จะทำให้สัญญาระหว่างประเทศเสียหาย โดยให้เติมถ้อยคำที่ระบุว่าต้องทำให้เสร็จ 60 วัน อยู่ในวรรค 2 บังคับให้สภาพิจารณาว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้พิจารณา 60 วัน ห้ามถ่วงเวลา เเต่ร่างเเก้ไขฉบับที่รัฐบาลเสนอ ได้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไปไม่ทราบจงใจหรือบกพร่อง  แต่การแยกวรรค 2 เป็น  สองวรรค และวรรค 3 จะเป็นปัญหา เนื่องจากตอนร่างรัฐธรรมนูญ ในร่างตอนแรกมีผู้เสนอให้รัฐสภากำหนดกรอบให้รัฐบาล เมื่อฟังความเห็นจากประชาชน และขอกรอบเจรจาจากรัฐสภาแล้ว ระหว่างที่มีการเจรจา หากเปิดเผยข้อมูลหมด ผู้เจรจาจะทราบข้อมูลเรา เมื่อรัฐสภาเห็นด้วยจึงมีผลผูกพัน ดังนั้นการไปลงนามขั้นต้นจะไม่มีผลผูกพัน อาจจะเป็นการเจรจาต่อรองเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลด้วย จึงให้รัฐภาอนุมัติในชั้นสุดท้าย

 นายเจิมศักดิ์ ชี้แจงอีกว่า นัยยะสำคัญกระทบกับงบประมาณท่าไหร่ไม่สามารถระบุในรัฐสภาได้  จึงต้องมีกฎหมายลูกตามมา  ในมาตรา 190 กฎหมายลูกที่จะออกมาจึงกำหนดขั้นตอนและวิธีการทำสัญญาทางเศรษฐกิจ หรือผลผูกพันทางการค้า หนังสือเขตแดนที่ต้องเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการแยกวรรคไม่มีความหมาย ทำให้วุ่นวายเปล่าๆ เพราะวรรคนี้ ในวรรคเดิมเขียนชัด เฉพาะหนังสือที่ผูกพัน ถ้าจะเติมก็เติมในวรรค 5 ไม่ต้องเติมในวรรค 2 ใหม่ มันไม่สามารถออกกฎหมายได้อยู่แล้วว่าอะไรใหญ่อะไรเล็ก ถ้าไม่แยกข้อดีด้วย ไม่ต้องสับสนว่าสนธิสัญญานั้นต้องรับฟังจากประชาชน  การไปตัดว่ารัฐสภาต้องเห็นภายใน 60 วัน ควรแปรญัติติกลับไป เพราะไม่ทราบว่ารัฐบาลจะเล่นการเมืองแบบไหน ขอให้สภาอนุมัติไม่มีกรอบเวลา

 “โดยสรุปมาตรา 190 ไม่ควรแก้เป็น 2 วรรค ให้กลับไปเหมือนเดิมดีสุด พิจารณา 60 วันของเดิมอยู่วรรค  2 อย่าไปแตะ ไม่ต้องใส่วรรค 2 วรรค3 อย่างที่คณะกรรมการอิสระเสนอ ถ้าต้องการให้ชัดเจน ใส่คำว่าประเภทสัญญาในวรรค 5 คิดว่าจบ ให้มีกฎหมายว่าด้วยประเภทสัญญาและการกำหนดขั้นตอนพิจารณาทำหนังสือ” นายเจิมศักดิ์ กล่าว 

 จากนั้นนายสุรชัย ชี้เแจงเสริมว่า กรอบระยะเวลานั้นมีการตัดออกไปจนฝ่ายบริหารอาจเสียหาย ส่วนการเพิ่มเติมคำว่าประเภทเข้าไปนั้น สามประเภทแรกไม่ควรแตะต้อง และไม่ควรออกกฎหมายลูก แต่สองประเภทหลังนั้นต้องมีกฎหมายลูกเพราะเป็นความตั้งใจเดิมของสสร.ที่ไม่ลงลึกถึงประเภทสัญญา   เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาตามมา เพราะจะมีคำถามว่าหากเขียนกฎหมายไปให้ฝ่ายบริหารออกกฎหมายลูกครบทุกประเภทและสัญญาที่ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายลูกไม่ต้องขออนุญาตสภาใช่หรือไม่ ฉะนั้นควรหาถ้อยคำที่สื่อแทนมาและเข้าใจได้ว่าระบบไม่ได้กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจฝ่ายเดียวให้การกำหนดประเภทสัญญา  ประโยชน์ของมาตรานี้ที่กำหนดให้สามฝ่ายคือบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ถ่วงดุลอำนาจจะไม่เกิดขึ้นเลย

 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.กทม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า  ขอถามสสร.และกระทรวงการต่างประเทศว่า ตนอ่านมาตรานี้หลายรอบแล้ว และดูคำตัดสินในหลายคดี รับฟังความคิดเห็น ของกรอบความเห็นชอบ เปิดโอกาสให้รัฐไปเจรจา จากนั้นเข้าใจว่ารัฐบาลลงนามได้เลย แต่ต้องแสดงเจตนาสำคัญก่อน และต้องมีมาตรการเยียวยาและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสัญญาที่ลงนามแล้ว จากนั้นแสดงผลเจตนาผูกพัน หากเรียงมาแบบนี้แล้วเดี๋ยวมาคุยเรื่องกรอบเวลาหกสิบวัน

 นายเจิมศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนคิดว่าสิ่งที่นายอรรถวิชช์ตั้งข้อสังเกตนั้นถูกต้อง ประเด็นเดียวที่บอกว่าอาจใช่หรือไม่คือ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการลงนามในสัญญา เพราะครม.ต้องให้ประชาชนเข้าถึงสัญญานั้นก่อนที่จะมีผลผูกพันคือเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา   หากเกิดผลกระทบครม.ต้องเยียวยาอย่างรวดเร็ว  ส่วน 60 วันนั้นคือเมื่อรัฐสภารับเรื่องบรรจุเข้าวาระเพื่อขอสัตยาบัน และการเสนอกรอบการเจรจานั้นควรให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเสนอขึ้นมาและไม่ควรเขียนไปแบบตายตัว

 นายถวิล ไพรสณฑ์ ที่ปรึกษากมธ. ถามว่าหาก 60 วันไม่มีการให้ความเห็นถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบเลยได้หรือไม่ เเละนายนิพนธ์ บุญญามณี  รองประธานกมธ. ถามต่อว่า ระยะเวลานั้นหากรัฐบาลไม่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาแต่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะทำอย่างไร นายเจิมศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่นายถวิลสอบถามนั้น  หากไม่ดำเนินการตามกำหนดก็ถือว่าเห็นชอบได้เลย และหากเสียงไม่พอในรัฐสภาช่วงลงมติ  รัฐบาลต้องกดดันสภาฟ้องประชาชนหากรัฐสภาไม่บรรจุวาระและพิจารณา

 นายอรรถวิชช์ ถามต่อว่า  หนังสือสัญญาที่รัฐบาลลงนามต้องไม่มีผลทันทีเพราะต้องมีการลงสัตยาบันก่อน แต่สัญญาบางอย่างลงนามก็มีผลเลย หากเป็นแบบนั้นสัญญาแบบนี้ก็ต้องไม่เกิดขึ้นเพราะประชาชนไม่ได้เข้าถึง  นายเจิมศักดิ์กล่าวว่า ระบุประเภทสัญญา และไม่ต้องเข้าทั้งหมด แต่ไม่ควรให้ฝ่ายบริหารระบุเอง เพราะในวรรค5 เดิมนั้นดีอยู่แล้ว เดิมนั้นมาตรานี้ไม่เคยมีปัญหาในการใช้แต่มีปัญหาทันทีในช่วงสมัยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จึงมีวันนี้  จากนั้นนายศิริโชค โสภา สส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หาก 60 วัน ไม่พิจารณาถือว่าเห็นชอบ มันค่อยข้างอันตราย หากรัฐบาลบรรจุวาระและทิ้งไว้เรื่อยๆกฎหมายอาจผ่านไปได้ 

          ต่อมาพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองประธานกมธ.กล่าวว่า วรรค 2 เดิมนั้นต้องทำให้เสร็จใน 60 วันนั้น การลงนามไม่จำเป็นต้องลงไปในกรอบทุกเรื่องของสัญญา หากสภาให้ความเห็นชอบก็ไปลงนามในสัตยาบันได้ เรื่องนี้จึงดัดแปลงได้หลายกรณี  ตนเห็นว่าทุกครั้งที่สภารับเรื่องก็ใช้กรอบ 60 วัน และหลังจาก 60 วันหากไม่ผ่านความเห็นชอบก็มีผลเลย  หากประธานบรรจุในวาระและเป็นส.ส.จากพรรคเดียวกัน  ส.ว.และฝ่ายค้านต้องเข้าไปมีบทบาท ฉะนั้นไม่ควรกังวลหากไม่นำข้อตกลงมาในเวลา ก็ขอให้ยุบสภาเลย นายสมบัติ ชี้แจงว่า วรรค 5 เดิม เพิ่มคำว่าประเภท เป็นสาระสำคัญหลักของเรื่อง

 พล.อ.เลิศรัตน์ จึงกล่าวว่า เรื่องกฎหมายบัญญัติ ร่างเดิมไม่ได้ครอบคลุมเขตแดนไทย ตรงนี้ต้องออกพรบ. ในวรรค 5 เขียนขั้นตอนทำหนังสือสัญญา 4 ประเภท กระทรวงเศรษฐกิจสังคมหรือผลทางการค้า สิ่งที่จะออกมาเป็นกฎหมายลูกตามบทเฉพาะกาลที่จะมากำหนดเกี่ยวกับวิธียกร่าง ส่วนบันทึกประชุมในข้อเท็จจริงนั้นมีความสำคัญ เพราะบันทึกเจบีซี สามครั้งไม่ธรรมดา มีการบันทึกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป มีกรอบทำงานในอนาคต จึงไม่ธรรมดา ในบันทึกทั้งสามครั้งเราจะปักปันเขตแดนอย่างไรในอนาคต เอ็มโอยู 43 ถือเป็นหลักการปักปันเขตแดน แต่จะไปยกกฎหมายลูกที่เขียนเรื่องเศรษฐกิจมาใช้ไม่ได้

 จากนั้นนายบุญยอด สุขถิ่นไทย กมธ. ถามว่า แนวทางที่นายสมบัติ แยกมาคือแก้ไขให้เอาวรรค 2 วรรค 3  ส่วนสสร. ใช้มาตรา 190 เก่า เติมกฎหมายว่าด้วยประเภทสัญญาเข้าไป ตนคิดว่าขั้นตอนการทำหนังสือใหม่และหนังสือเก่ามีนัยยะสำคัญเหมือนกัน ถ้าจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งกลับไปใช้ร่างเดิมดีหรือไม่ และเพิ่มการเติมประเภทสัญญาเข้าไป   ทำให้นายสมบัติ  ชี้แจงว่า สามารถทำได้  ส่วนที่แก้ไขมีนิดเดียว เพราะวรรค 5 เป็นเจตนารมณ์หลัก นายศิริโชค กล่าวเสริมว่า ตนเห็นด้วยกับร่างใหม่ที่นายสมบัติเสนอ แต่กระบวนการที่นำเสนอ ควรรวมวรรค 2 และวรรค 3  อยู่ในวรรค 5 บอกให้มีกฎหมายว่าด้วยประเภททำหนังสือสัญญาตามวรรค 3 เฉพาะไม่มีหนังสือ เกี่ยวกับเขตแดน

 ด้านตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ความตกลงเจบีซีไทย-กัมพูชาที่พูดกันนั้น วิธีการของกระทรวงจะมีเนื้อหาของสิ่งที่ตกลงกันมาเป็นหลัก และบันทึกการประชุมที่ลงนามนั้นมีเนื้อหาในลักษณะคล้ายเป็นสัญญาว่าจะคุยกันต่อ เนื้อหาแบบนี้ใกล้กับการเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศโดยไม่ได้ดูจากชื่อของเรื่องเป็นหลัก

 ด้านตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่แน่ใจว่าหนังสือสัญญาใดอยู่ในข่าย จึงไม่รู้ว่าอะไรต้องเสนอและอะไรไม่ต้องเสนอ เมื่อเกิดปัญหามากจนสับสนในด้านบริหารและเจรจา ฉะนั้นมาตรา190 กำหนดขั้นตอนไว้และคุยกันว่าเรื่องนี้มีผลกระทบกว้างขวางและมีความสำคัญที่ต้องเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ กฎหมายที่ต้องมีตามวรรค 5 ของมาตรานี้คือหนังสือสัญญาประเภทนั้นมีขั้นตอนและกระบวนการใดบ้างที่ต้องเสนอต่อรัฐสภา ปัญหาที่กระทรวงการต่างประเทศเกิดขึ้นคือสัญญานั้นมีประเภทใด เข้าใจว่ามาตรานี้ที่ใช้อยู่เขียนภาพกว้างในหลักการ แต่ควรมีกฎหมายตามวรรค 5 ให้เกิดความชัดเจนของสัญญาและขั้นตอนรวมทั้งวิธีการที่ทำให้รัฐสภารับทราบ และต้องมีหลักให้ศาลรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาดำเนินการ  ส่วนเรื่องสิทธิด้านอาณาเขตที่มีผลกระทบกับอธิปไตยของประเทศนั้น มันต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภาอยู่แล้ว 

 ด้านตัวแทนกระทรวงกลาโหมแสดงความเห็นว่า  ขอชี้แจงภาพรวมและข้อสังเกตดังนี้ ร่างมาตราใหม่กับมาตราเดิมนั้น ศึกษาแล้วไม่แตกต่าง มีการเพิ่มคือ การแยกวรรคตอนและคำว่าประเภทขึ้นมา  กรมพระธรรมนูญศึกษาแล้วพบว่า วรรคห้าของฉบับปัจจุบันมีการตกหล่นด้านธุรกรรมในเรื่องที่มีผลผูกพันกับงบประมาณประเทศที่มีนัยยะสำคัญ หากแก้กลับไปใช้แบบเดิมและเพิ่มคำว่าประเภทเข้ามาดีกว่า เรื่องนี้มีผลกระทบกับกระทรวงกลาโหมคือ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ส่วนการออกกฎหมายลูกในหนึ่งปีตามมาตรา303 ยังไม่มีการตรากฎหมายออกมา หากหนึ่งปีไม่ออกกฎหมายก็ดำเนินการรอไม่ได้เลย และการเจรจาปักปันเขตแดนที่มีผลกระทบค่อนข้างมาก  ส่วนที่กระทรวงกลาโหม กล่าวว่าหากเกิดปัญหาในการวินิจฉัยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ จริงๆ แล้วค่อนข้างยากเพราะต้องใช้เสียงส.ส.และส.ว.เข้าชื่อ และเกิดการสุ่มเสี่ยงมันจึงต้องเสนอเรื่องต่างๆให้รัฐสภาพิจารณาทุกเรื่อง ฉะนั้นควรมีช่องทางเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้ง่ายกว่านี้

 ด้านรองเจ้ากรมแผนที่ทหาร  กระทรวงกลาโหมกล่าวเสริมว่า มาตรานี้ร่างเก่าและร่างใหม่ ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนการสำรวจและจัดทำเขตแดน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนเพราะมีข้อดีและข้อเสียที่ต้องชั่งน้ำหนัก  ข้อดีคือลดการสุ่มเสี่ยง มีการหารือกันในสภา และประขาชนรับรู้ท่าทีการเจรจา เปิดเผยรายละเอียดการปฏิบัติที่โปร่งใส  เจ้าหน้าที่จะสบายใจเพราะมีกรอบเจรจาที่ครอบคุลม  ข้อเสียคือความล่าช้า  กระทบความรู้สึกของเพื่อนบ้านด้านความจริงใจในการแก้ปัญหาและตำหนิว่าดีแต่พูดและไม่ทำ ผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ทำให้การทำงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร  และเรื่องที่เป็นความลับ  บางโครงการหากรับฟังความเห็นประขาขนก็ไม่เป็นความลับ และคู่กรณีจะทราบข้อมูลจนไม่ไว้วางใจ  รวมทั้งการจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนปิดประชุม นายเทอดพงษ์ สรุปว่า การประชุมครั้งหน้าวันที่ 21 ธ.ค. กมธ.จะเชิญ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สำนักงบฯ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานอัยการสูงสุดที่จะมีเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดน เข้าให้ข้อมูลต่อไป นอกจากนี้ ยังขอหารือกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะส.ว.สรรหา ประธานอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบการงบประมาณ ขอเอกสารการประชุมและการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมของกมธ.ชุดนี้ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า เป็นอำนาจประธาน แต่ส่วนใหญ่ต่างแสดงความเห็นว่า ไม่ให้ เพราะเป็นการประชุมอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว ซึ่งนายเทอดพงษ์ ก็เห็นตามที่ประชุมว่าไม่ส่งให้