
เสธ.โตจวกยับ กีฬาไทยไม่พัฒนา
เสธ.โต พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์ อดีตประธานเตรียมนักกีฬาไทย ชี้ไทยเริ่มถดถอยในเวทีกีฬา จวกยับแผนยุทธศาสตร์พัฒนากีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ 1.9 หมื่นล้านบาทใช้ไม่ได้
และสร้างภาพของบประมาณ ฟันธงไทยจะชวดเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ที่อิเหนา และพลาดทองโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่ลอนดอนด้วย
นายสุโข วุฑฒิโชติ รองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการ ที่ห้องประชุม 309 อาคารรัฐสภา 2 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม โดยเชิญ “เสธ.โต” พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์ อดีตประธานกรรมการเตรียมนักกีฬาทีมชาติไทยหลายสมัย ร่วมให้ข้อมูลถึงปัญหา และอุปสรรคการเตรียมนักกีฬาทีมชาติในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ
“เสธ.โต” ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเตรียมนักกีฬาไทยมายาวนาน เตรียมนักกีฬาทีมชาติไทยทุกชุดเข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬา โอลิมปิกเกมส์ 4 สมัย, เอเชี่ยนเกมส์ 4 สมัย, ซีเกมส์ 8 สมัย และกีฬารายการต่างๆ อีกมากมาย เปิดเผยว่า กำลังเขียนตำราที่ชื่อว่า “การพัฒนานักกีฬาสู่การแข่งขัน” ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมนักกีฬาทีมชาติในอนาคต โดยในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 “กวางโจวเกมส์” ซึ่งทัพนักกีฬาไทยทำได้ 11 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 32 เหรียญทองแดงนั้น จะเห็นได้ว่าสถิติจำนวนเหรียญทองนั้นลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ชาติต่างๆ ทั้งในอาเซียน และเอเชีย มีการพัฒนารุดหน้าไปมาก
นอกจากนี้แผนยุทธศาสตร์พัฒนากีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ 1.9 หมื่นล้านบาท ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น “เสธ.โต” กล่าวว่า เป็นแผนที่ใช้ไม่ได้ สร้างภาพ และของบประมาณเท่านั้น ในแผนนี้ตั้งเป้าคว้าเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่อินชอน เกาหลีใต้ถึง 25 เหรียญทอง ไทยจะได้อันดับ 1-3 ของเอเชีย และในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ไทยจะทำได้อีก 160 เหรียญทอง ซึ่งเป็นฝันกลางวันทั้งนั้น โดยแนวทางการแก้ไข และปรับปรุงนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะต้องปรับกระบวนยุทธ์ร่วมกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย งบประมาณที่ได้รับมาในแต่ละปีนั้นเพียงพอ ขอให้มีการบริหารจัดการ เรื่องการเก็บตัวนักกีฬาซีเกมส์ 9 เดือน เอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ 1 ปีนั้น จะต้องติดตามว่านักกีฬาเก็บตัวอย่างแท้จริงหรือไม่ เข้าใจปัญหาของแต่ละสมาคมซึ่งมีความแตกต่างกัน และร่วมกันแก้ไขปัญหา มิเช่นนั้นก็จะเห็นตัวอย่างในปัจจุบันที่นักกีฬาและสมาคมทะเลาะกันมากมาย จนต้องฟ้องศาลปกครอง
“เสธ.โต” ยืนยันว่า กกท.เป็นองค์กรกีฬาที่เป็นหน่วยงานหลัก และไม่สามารถทำงานทีละเรื่องได้อีกต่อไป เพราะปัจจุบันจะมีการเพิ่มรายการแข่งขันมากขึ้น และกีฬาเอเชี่ยนเกมส์กำลังจะกำหนดให้แข่งปีเดียวกับซีเกมส์ การจัดทำปฏิทินการแข่งขันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก น่าเป็นห่วงว่าหากยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุง เป็นไปได้ว่าซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ที่อินโดนีเซีย ปี 2011 ไทยจะไม่ได้เป็นเจ้าเหรียญทอง และโอลิมปิกเกมส์ ที่ลอนดอน อังกฤษ ในปี 2012 ไทยจะชวดเหรียญทองเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี



