ข่าว

“เสธ.โต”จวกยับ กีฬาไทยไม่พัฒนา

“เสธ.โต”จวกยับ กีฬาไทยไม่พัฒนา

15 ธ.ค. 2553

“เสธ.โต” พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์ อดีตประธานเตรียมนักกีฬาไทย ชี้ไทยเริ่มถดถอยในเวทีกีฬา จวกยับแผนยุทธศาสตร์พัฒนากีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ 1.9 หมื่นล้านบาทใช้ไม่ได้


 และสร้างภาพของบประมาณ ฟันธงไทยจะชวดเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ที่อิเหนา และพลาดทองโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่ลอนดอนด้วย


 นายสุโข วุฑฒิโชติ รองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการ ที่ห้องประชุม 309 อาคารรัฐสภา 2 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม โดยเชิญ “เสธ.โต” พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์ อดีตประธานกรรมการเตรียมนักกีฬาทีมชาติไทยหลายสมัย ร่วมให้ข้อมูลถึงปัญหา และอุปสรรคการเตรียมนักกีฬาทีมชาติในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ


 “เสธ.โต” ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเตรียมนักกีฬาไทยมายาวนาน เตรียมนักกีฬาทีมชาติไทยทุกชุดเข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬา โอลิมปิกเกมส์ 4 สมัย, เอเชี่ยนเกมส์ 4 สมัย, ซีเกมส์ 8 สมัย และกีฬารายการต่างๆ อีกมากมาย เปิดเผยว่า กำลังเขียนตำราที่ชื่อว่า “การพัฒนานักกีฬาสู่การแข่งขัน” ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมนักกีฬาทีมชาติในอนาคต โดยในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 “กวางโจวเกมส์” ซึ่งทัพนักกีฬาไทยทำได้ 11 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 32 เหรียญทองแดงนั้น จะเห็นได้ว่าสถิติจำนวนเหรียญทองนั้นลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ชาติต่างๆ ทั้งในอาเซียน และเอเชีย มีการพัฒนารุดหน้าไปมาก


 นอกจากนี้แผนยุทธศาสตร์พัฒนากีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ 1.9 หมื่นล้านบาท ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น “เสธ.โต” กล่าวว่า เป็นแผนที่ใช้ไม่ได้ สร้างภาพ และของบประมาณเท่านั้น ในแผนนี้ตั้งเป้าคว้าเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่อินชอน เกาหลีใต้ถึง 25 เหรียญทอง ไทยจะได้อันดับ 1-3 ของเอเชีย และในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ไทยจะทำได้อีก 160 เหรียญทอง ซึ่งเป็นฝันกลางวันทั้งนั้น โดยแนวทางการแก้ไข และปรับปรุงนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะต้องปรับกระบวนยุทธ์ร่วมกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย งบประมาณที่ได้รับมาในแต่ละปีนั้นเพียงพอ ขอให้มีการบริหารจัดการ เรื่องการเก็บตัวนักกีฬาซีเกมส์ 9 เดือน เอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ 1 ปีนั้น จะต้องติดตามว่านักกีฬาเก็บตัวอย่างแท้จริงหรือไม่ เข้าใจปัญหาของแต่ละสมาคมซึ่งมีความแตกต่างกัน และร่วมกันแก้ไขปัญหา มิเช่นนั้นก็จะเห็นตัวอย่างในปัจจุบันที่นักกีฬาและสมาคมทะเลาะกันมากมาย จนต้องฟ้องศาลปกครอง


 “เสธ.โต” ยืนยันว่า กกท.เป็นองค์กรกีฬาที่เป็นหน่วยงานหลัก และไม่สามารถทำงานทีละเรื่องได้อีกต่อไป เพราะปัจจุบันจะมีการเพิ่มรายการแข่งขันมากขึ้น และกีฬาเอเชี่ยนเกมส์กำลังจะกำหนดให้แข่งปีเดียวกับซีเกมส์ การจัดทำปฏิทินการแข่งขันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก น่าเป็นห่วงว่าหากยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุง เป็นไปได้ว่าซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ที่อินโดนีเซีย ปี 2011 ไทยจะไม่ได้เป็นเจ้าเหรียญทอง และโอลิมปิกเกมส์ ที่ลอนดอน อังกฤษ ในปี 2012 ไทยจะชวดเหรียญทองเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี