
เลขาฯพท.ยื่นลาออกหลังพ่ายเลือกตั้ง
สุพลยื่นลาออกเลขาฯเพื่อไทย หลังพ่ายศึกเลือกตั้งซ่อมส.ส.สุรินทร์ ขณะที่ผู้ใหญ่สั่งระงับกันวุ่น หวั่นยิ่งทำพรรคระส่ำระสาย เจ้าตัวแจงแพ้เพราะอำนาจรัฐ - เงิน โวเลือกตั้งครั้งหน้ากวาดส.ส.เกิน 230
(14ธ.ค.) นายสุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังจากที่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมส.ส.สุรินทร์เขต 3 ว่า การแสดงความรับผิดชอบนั้นคงไม่ถึงขั้นต้องลาออก แต่การแสดงความรับผิดชอบตรงนี้มีแน่ ซึ่งวันนี้ ( 14 ธ.ค.) ตนได้ขอโทษผู้ใหญ่ของพรรคไปแล้วที่ทำงานไม่สำเร็จ และได้ชี้แจงเหตุผลรวมทั้งปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้ได้รับทราบแล้ว ซึ่งผู้ใหญ่ก็ให้กำลังใจว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว ไม่ได้ตำหนิ และให้ตนกลับมาช่วยพรรคต่อสู้ต่อไป อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนั้นจะมีการประชุมกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อประเมินถึงเหตุผลที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่จ.สุรินทร์ทั้งๆ ที่ได้ลงพื้นที่อย่างหนักแล้ว
จากการวิเคราะห์เบื้องต้นนั้นเห็นว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรม เกิน 100% ข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด และมีการใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจูงใจในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้าย 3 วันก่อนการเลือกตั้ง ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 5 เขตจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและมาตรการสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งต่อไป ทั้งนี้คะแนนทุกเขตเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยได้ในครั้งนี้เป็นคะแนนที่มาจากศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพรรค ผลงานของพรรคในอดีต และต่อตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จริงๆ ทุกคะแนนที่เราได้ในทุกเขตเลือกตั้งถือว่ายังสูงอยู่ ทั้งๆ ที่เราใช้วิธีการปราศรัยย่อยและปราศรัยใหญ่เท่านั้น ไม่มีการซื้อเสียงแม้แต่เขตเดียว ซึ่งถือเป็นคะแนนฐานของพรรคจริงๆ
ทั้งนี้เชื่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ทั่วไปที่จะเกิดขึ้นนั้น พรรคคู่แข่งไม่สามารถที่จะระดมสรรพกำลังได้เหมือนกับการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา และพรรคยังมั่นใจว่าการเลือกตั้งทั่วไปเราจะได้คะแนนนิยมที่สูงกว่าพรรคคู่แข่งทุกพรรคในภาคอีสานและภาคเหนือตอนบนด้วย พรรคจะได้ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 230 เสียงขึ้นไป ยืนยันว่าผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่ได้ทำให้พรรคแตกและจากการสอบถามสมาชิกพรรคทุกคนก็ยังยืนยันที่จะร่วมทำงานการเมืองกับพรรคต่อไป ไม่มีการย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทยตามที่มีกระแสข่าว เพียงแต่ต้องการให้พรรคปรับปรุงนโยบายและวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะมาอาศัยแค่คะแนนนิยมเดิมที่มีต่อพรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ จะต้องต่อยอดและทำมากกว่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นเพราะคะแนนนิยมที่มีต่อพรรคและพ.ต.ท.ทักษิณลดลงใช่หรือไม่ นายสุพลกล่าวว่า ไม่ใช่ แต่แพ้เพราะวิธีที่สกปรก อำนาจรัฐและเงิน ซึ่งคนในพื้นที่รู้ดี การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่ใช้อำนาจรัฐมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาล ควรสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี อย่าหวังแค่เอาชนะอย่างเดียว จะผิดหรือถูกก็ต้องทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14 ธ.ค. นายสุพลได้มอบหมายให้เลขานุการส่วนตัวนำหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อไทยไปยื่นต่อหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคแล้ว แต่ผู้ใหญ่ของพรรคหลายคน ได้โทรศัพท์ขอร้องและยับยั้งไม่ให้นายสุพลลาออก เพราะเกรงว่าจะยิ่งทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในพรรคได้ นอกจากนี้ยังขอให้นายสุพลอยู่ช่วยพรรคทำงานต่อไปด้วย ทำให้นายสุพลตัดสินใจที่จะทำงานให้พรรคต่อไป
“เฉลิม”ฝาก"ยิ่งลักษณ์ ”รายงานผลศึกเลือกตั้งซ่อม“ทักษิณ ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ใน 4 เขตที่ผ่านมาระบุว่า ได้สรุปเหตุแห่งความพ่ายแพ้ไว้ 13 ข้อด้วยกัน โดยเฉพาะที่จ.สุรินทร์ และจ.นครราชสีมา และได้มอบให้กับนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้วนั้นมีดังนี้
1. เพราะมีการใช้อำนาจรัฐ 2 . มีการใช้อำนาจเงิน 3.สภาพพื้นที่ในภาคอีสานนั้นมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะจ.สุรินทร์ซึ่งเป็นอีสานใต้นั้น คนในพื้นที่บางอำเภอเช่นอ.ปราสาทมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างออกไป โดยเชื่อในเรื่องบุญคุณ เมื่อได้รับปัจจัยไปแล้วก็ต้องเลือกเพราะเกรงกลัวผลทางศาสนา ซึ่งแตกต่างจากคนในอีสานเหนือและอีสานกลาง 4. คู่ต่อสู้ใช้นโยบาย 1 ผู้การ รวมทั้ง 1 นายอำเภอกับ 1 ผู้กำกับการ 5.มีมวลชนจัดตั้งจากกระทรวงมหาดไทย 6. มีการคุกคามข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ เป็นการกดดันผู้ที่สนับสนุนพรคเพื่อไทย 7. ผู้บริหารระดับสูงในจังหวัดนำทีมปิดหมู่บ้าน ส่อพฤติการณ์ไปในทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย
8. ผู้สมัครส.ส.นครราชสีมาของพรรคคู่แข่งไม่เคยออกจากบ้านและไม่เคยปราศรัยแต่กลับได้รับชัยชนะ 9. หน่วยราชการได้ทำโพลล์ในจ.สุรินทร์ โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะ 70 : 30 แต่คะแนนมาเปลี่ยนช่วงเย็นของวันที่ 10 ธ.ค. เนื่องจากมีการใช้อำนาจเงินทุ่มอย่างเต็มที่ แบ่งเป็น 3 งวด งวดแรก 20 ล้านบาท งวดที่ 2 จำนวน 30 ล้านบาท และวันที่ 10 ธ.ค.จำนวน 50 ล้านบาท 10.พรรคเพื่อไทยไม่มีส.ส.ของพรรคในจ.สุรินทร์และนครราชสีมา ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร 11.ผู้สมัครส.ส.นครราชสีมาของพรรคเพื่อไทยได้คะแนนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาแต่กลับพ่ายแพ้ ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงต้องนำมาประเมินเพื่อหาทางป้องกันและสกัดกั้นการใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงินให้ได้อย่างน้อย 30% 12.วางแผนผิดพลาดโดยไม่ได้วิเคราะห์วัฒนธรรมประชาชนบางอำเภอในจ.สุรินทร์ โดยใช้โมเดลของการเลือกตั้งซ่อมส.ส.สกลนคร มหาสารคาม และศรีษะเกษ และ13.คู่ต่อสู้ไม่ได้มีวิธีการอะไรใหม่ แต่เพิ่มความถี่ในการทำงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ร.ต.อ.เฉลิมยังเตรียมเสนอต่อที่ประชุมพรรคเพื่อวางเป็นโมเดลสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าด้วย โดยเสนอมอบหมายให้คณะทำงานกรกฎซึ่งประกอบด้วยอดีตข้าราชการตำรวจ ทหาร และกลุ่มกรุงเทพฯ 50 ร่วมกันคิดหาวิธีสกัดกั้นการใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงินให้ได้ โดยเชื่อว่าหากสกัดกั้นได้เพียง 30 % ก็จะทำให้พรรคได้รับชัยชนะได้ นอกจากนี้ยังประเมินด้วยว่าอำนาจเงินที่ใช้ทุ่มไปนั้น ตกรายละ 1,000 บาท โดยแบ่งเป็นช่วง ช่วงแรก 2 0 ช่วงที่ 2 จำนวน 3 0 และช่วงสุดท้ายจำนวน5 0 ล้านบาท ดังนั้นจึงอาจจะต้องทำให้มีการใช้เงินสูงถึง 80 ล้านบาทเป็นอย่างน้อยเพื่อแลกกับส.ส.หนึ่งคน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะเดียวกันยังมีความพยายามประโคมข่าวจากส.ส.บางคนในพรรคด้วยว่า การพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นความตั้งใจมาตั้งแต่ต้นของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งซ่อมในจ.สุรินทร์และจ.นครราชสีมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประคองรัฐบาลอยู่จนครบเทอม และจะไม่มีการเลือกตั้ง รวมทั้งอาจเป็นเหตุให้ทหารบางส่วนออกมาปฏิวัติได้ด้วย ทั้งนี้ยังมีการอ้างด้วยว่า เรื่องนี้มีแกนนำพรรคบางคนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณทางโทรศัพท์ด้วย และได้อ้างว่าพ.ต.ท.ทักษิณหัวเราะเป็นการใหญ่พร้อมทั้งระบุด้วยว่าเข้าเป้าแล้ว
“เฉลิม”แขวะคนไม่ปราศรัย-ไม่ออกจากบ้านชนะลต.
ทั้งนี้เมื่อเวลา 12.15 น. ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ส.ส.ของพรรคออกมาเรียกร้องให้พรรคเร่งหาหัวหน้าพรรคตัวจริงเพื่อมานำพรรคหลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ที่ผ่านมา ว่า ตนในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้น่าจะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด เลขาธิการพรรคเพื่อไทยก็เป็นคนขยัน ไม่มีอะไรที่บกพร่องจนต้องลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยเองก็รู้ดีว่าว่าตัวเองชนะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ด้วยวิธีการอะไร แต่การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศในสมัยหน้านั้นตนยังมั่นใจว่าพื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยยังแข็งแกร่งและหนาแน่นอยู่ ซึ่งสื่อมวลชนเองก็น่าจะเป็นพยานได้ดี เพราะที่จ.สุรินทร์นั้นพรรคภูมิใจไทยปราศรัยเพียง 2 ครั้ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยปราศรัยไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง คนที่มาฟังการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยก็มากกว่าพรรคภูมิใจไทยแบบเทียบอัตราส่วนกันไม่ได้ ส่วนจ.นครราชสีมานั้นผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่แค่ไม่ปราศรัยหาเสียง แต่ไม่ยอมแม้กระทั่งจะออกจากบ้านแต่กลับชนะการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งตรงนี้เป็นทฤษฎีใหม่ที่พรรคเพื่อไทยต้องศึกษา
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ในพื้นที่ภาคอีสานนั้น อีสานเหนือและอีสานกลางมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากพื้นที่อีสานใต้ ดังนั้นในการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยต้องวิเคราะห์เพื่อหาวิธีสกัดกั้นอำนาจรัฐให้ได้ แม้ว่าเรื่องอำนาจเงินนั้นเราจะไม่สามารถสกัดกั้นได้ก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าคนในพรรคจะต้องออกมาตีอกชกตัว แต่ต้องหาวิธีที่จะใช้สื่อสารมวลชน องค์กรของพรรค และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ เพื่อช่วยสกัดกั้นการทุจริตการเลือกตั้งให้ได้ อย่างไรก็ตาม วันนี้หากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่าชนะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เพราะศรัทธาของประชาชน ก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยไปกระซิบนายอภิสิทธิ์ให้รีบยอมให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วแล้วตนจะโมทนาสาธุ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ของพรรคเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ก็มีสิทธิจะคิดแต่ประชาชนในอีสานนั้นเขาสนใจแค่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เท่านั้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เราเน้นขายนโยบาย ทำให้ประชาชนระลึกถึงความหลังในสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณทำให้กับชาวบ้าน วันนี้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคอีก 108 คนก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ และถ้าพรรคไม่ขายพ.ต.ท.ทักษิณแล้วจะเอาอะไรไปขาย ส่วนการที่พรรคได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีแต่เหตุใดยังพ่ายแพ้นั้น ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เป็นเพราะนโยบาย 1 ผู้ว่าฯ 1 ผู้กำกับการ และ 1 นายอำเภอ ซึ่งตรงนี้เราต้องมาวิเคราะห์ ตนขอท้านายอภิสิทธิ์อีกครั้งว่า ถ้าคิดว่าคะแนนเลือกตั้งซ่อมส.ส.ขอนแก่นที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ 3 หมื่นกว่าคะแนนนั้นสง่างามก็เอาเลย ให้มีการเลือกตั้งวันนี้เลย จะมัวรออะไรอยู่อีก
“ ยอมรับว่าผมวางแผนผิดพลาด ตั้งสมมุติฐานว่าอีสานเหนือและอีสานกลางนั้นจะมีวัฒนธรรมที่เหมือนกับอีสานใต้ ดังนั้นคนอื่นไม่ต้องลาออก ผมคนเดียวที่ต้องลาออก แต่ผมจะไม่ลาออก เพราะการเลือกตั้งมที่ผ่านมาแค่เลือกตั้งซ่อม ถ้าเป็นการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศแล้วผมวางแผนผิดพลาดตรงนั้นผมจะลาออก เพราะมันชี้วัดการเป็นรัฐบาลและการเป็นฝ่ายค้านด้วย ” ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยกล่าว
เมื่อถามว่าได้รายงานให้พ.ต.ท.ทักษิณทราบแล้วหรือยังนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนได้นำปัญหาที่วิเคราะห์ไว้ 13 ข้อ ซึ่งรายงานให้ผู้ใหญ่ของพรรคทราบแล้ว ซึ่งผู้ใหญ่ของพรรคก็คงจะรายงานให้พ.ต.ท.ทักษิณทราบต่อไป ทั้งนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยยังหามาตรการสกัดกั้นทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงินไม่ได้ ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าเราก็จะลำบาก อย่างไรก็ตาม ในการประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทยวันนี้ตนจะพูดถึงปัญหาทั้ง 13 ข้อต่อที่ประชุมส.ส.พรรคด้วย และจะเปิดโอกาสให้คนที่ข้องใจสอบถามตนได้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะมีส.ส.ของพรรคย้ายออกจากพรรคหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ถ้าใครจะออกจากพรรคต้องคิดหนัก เพราะตนใช้เวลานั่งคิดอยู่ 2 วันว่าจะใช้วิธีอะไรสกัดกั้นอำนาจรัฐและอำนาจเงินให้ได้ เพราะถ้าสกัดกั้นได้ 30% เราเหมาทุกจังหวัดในอีสานแน่นอน วันนี้คนในพรรคเพื่อไทยไม่ต้องวิตกกังวล แต่เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันแก้ ไม่ใช่ออกมาตีโพยตีพาย พวกที่นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์จะไปรู้อะไร เอาแต่นั่งวิเคราะห์กันเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ออกไปหาเสียงตากแดดแบบตนแล้วจะไปรู้อะไร วันนี้คนที่ลงไปช่วยหาเสียงก็รู้ดีว่าเราใช้ปัจจัยไปแค่ไหน ต้องหันหน้ามาคุยกัน ไม่ใช่ออกมาพูดกันคนละทีสองที อวดรู้สู่ฉลาด
“เทพไท”แนะเสื้อแดงตั้งพรรคการเมืองแข่งเพื่อไทยวัดกระแสนิยม
นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาที่พบว่าผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้ง เชื่อว่ากระทบต่อขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคอย่างมาก ทั้งนี้ที่แกนนำบางคน อ้างความพ่ายแพ้เพราะความขัดแย้งระหว่างผู้สมัครพรรคเพื่อไทยกับแกนนำคนเสื้อแดง ที่แย่งชิงกันเสนอตัวเป็นผู้สมัครในนามพรรค นั้นตนเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่จบ เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยถูกแกนนำคนเสื้อแดงชิงการนำได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อกระแสคนเสื้อแดงแผ่วลง บทบาทของแกนนำพรรคเพื่อไทยก็สำคัญยิ่งขึ้น
“ผมแนะนำให้คนเสื้อแดงไปตั้งพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง เพื่อลงสมัครและวัดความนิยมระหว่างพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ว่าใครจะมีประชาชนให้การสนับสนุนมากกว่ากัน” นายเทพไท กล่าว
“เพื่อแผ่นดิน”ไม่เชื่อคำทำนาย“เนวิน”ได้เป็นใหญ่
นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นายมาศ เคหาสน์ธรรม หรือ ซินแซไฮเทค ทำนายสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง ปี 2554 ระบุว่าดวงนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสเป็นใหญ่ ว่า ตนไม่เชื่อว่านายเนวินจะมีโอกาสเป็นใหญ่ถึงขั้นเป็นผู้บริหารบ้านเมือง หรือนั่งตำแหน่งนายกฯ ถึงแม้ว่าอีก 2 ปีนายเนวินจะถูกปลดล็อคจากการตัดสิทธิ์ทางการเมืองและรับเลือกตั้งเข้ามาตามระบอบประชาธิปไตย แต่เชื่อว่าบารมีขณะนี้ไม่ถึง ที่จะทำให้สมาชิกสภาจะยกมือสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้
นายภูมินทร์ ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาซึ่งทำให้คนของพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่ส.ส. ว่า ไม่ได้สร้างความกังวลให้กับพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะหากวัดกระแสความนิยมของพรรคการเมืองทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วยังพบว่ายังฝังใจกับคำว่าเนรคุณ การขายตัวของคนพรรคภูมิใจไทยอยู่
“ หากวัดคะแนนนิยมทั้งภาคอีสาน ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ส.ส.น้อยกว่าจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ขณะนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าขณะนี้พรรคภูมิใจไทยจะมีอำนาจรัฐ และอำนาจทุนมาก แต่เมื่อเป็นการเลือกตั้งหลายๆ เขตพร้อมกันแล้ว อำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกเขตเหมือนการเลือกตั้งซ่อม” นพ.ภูมินทร์ กล่าว



