
ปืนกล็อก..ล็อกคนร้ายยิง"น้องโตมี่"
ปาฏิหาริย์ที่รอคอย "น้องโตมี่" หรือ ด.ช.โภคิน ดีผิว เหยื่อกระสุนปริศนาฟื้นขึ้นอีกครั้ง ต้องสิ้นสุดลงเมื่อพ่อแม่และญาติตัดสินใจให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้ "น้องโตมี่" จากไปอย่างสงบไม่ต้องทนเจ็บปวดอีกต่อไป
หัวใจของแม่แทบแตกสลายเมื่อรู้ข่าวลูกชายวัย 12 ปีต้องจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ...ขณะที่ นางสำรวย ดีผิว กำลังอยู่ที่ร้านในโรงงานอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี พี่ชายของน้องโตมี่โทรศัพท์มาแจ้งข่าวร้ายและบอกให้ทำใจ วินาทีนั้นหัวอกของคนเป็นแม่สั่นเทา ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องไห้จนแทบเป็นลม แม้จะพยายามทำใจไว้บ้างแล้ว เมื่อแพทย์เคยบอกว่า ร่างกายของน้องโตมี่ไม่ตอบสนองกับยาปฏิชีวนะ อีกทั้งปัสสาวะน้อยลง ขอให้ญาติทำใจ
"พอฉันมาถึงโรงพยาบาล ร่างของน้องโตมี่ก็ถูกนำมาเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพ ฉันได้กระซิบบอกน้องโตมี่เป็นครั้งสุดท้ายว่า หนู (น้องโตมี่) คงทำบุญด้วยกันมาแค่นี้นะ ที่เป็นลูกของแม่เพียงแต่ไม่กี่ปี แต่พ่อแม่และญาติภูมิใจในตัวของหนูนะลูก เพราะหนูจากไปแค่คนเดียว แต่ทำให้ตำรวจคลี่คลายคดีได้หลายคดี หนูได้ช่วยประเทศชาติ หนูช่วยผู้คนตามท้องถนนอีกเยอะ ขอให้หนูจากไปอย่างมีความสุข และหนูยังเป็นลูกอยู่ในใจของพ่อแม่พี่น้องตลอดเวลา" นางสำรวยบอกด้วยแววตาเศร้า
แม้ว่า "น้องโตมี่" จะจากโลกนี้ไปแล้ว พร้อมกับผู้ต้องสงสัยที่ต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่จนถูกวิสามัญฆาตกรรม นางสำรวยได้กล่าวและขอขอบคุณทุกคนที่คอยให้กำลังใจ และขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ 10) รักษาการ ผบช.ภ.1 ที่ลงมาคุมคดีนี้ด้วยตนเอง
"จริงๆ แล้วอยากให้ตำรวจจับเป็นมากกว่า เพราะอยากถามความรู้สึกของคนร้ายว่า เพราะอะไรถึงโหดร้ายเพียงนี้ ไม่รู้หรืออย่างไรว่าในรถยนต์มีเด็กๆ และคนแก่ อยากจะคุยกับคนร้าย ส่วนคนร้ายอีกคนที่ยังหลบหนีอยากให้มอบตัวต่อตำรวจ ทางแม่และครอบครัวให้อภัยเขาได้ อยากให้เขามาขอโทษน้องโตมี่ที่วัดหนองม่วง จ.ลพบุรี ก่อนที่จะเผาน้องโตมี่วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคมนี้ แล้วแม่จะบอกน้องโตมี่ว่าให้อโหสิกรรมให้เขา อย่าได้จองเวรเป็นบาป ปล่อยให้กฎหมายเป็นผู้ดำเนินการกับคนร้ายเอง" นางสำรวย กล่าว
เบื้องหลังการคลี่คลายคดีนี้ ชุดสืบสวนสอบสวนได้จำลองสถานการณ์ตามเส้นทางและคำให้การเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณของคนร้ายและยานพาหนะของคนร้าย โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มของลูกน้องผู้ที่ปล่อยเงินนอกระบบ โดยเฉพาะลูกน้องที่เก็บดอกเบี้ยรายวัย มักใช้รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังแรงม้าค่อนข้างสูง สวมหมวกกันน็อกลักษณะเต็มใบ สวมเสื้อคลุมสีดำ แต่ยังไม่พบเบาะแสของคนร้าย
พล.ต.อ.อัศวิน, พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 และ พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ ผกก.1 บก.สส.ภ.1 จึงได้ให้ชุดสืบสวนหาพยานแวดล้อมจากหลักฐานในที่เกิดเหตุ นั่นคือ "ปลอกกระสุนขนาด 9 มม." ซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษที่สามารถมองเห็นด้วยสายตาคือ บริเวณท้ายปลอกกระสุนปืน บริเวณเข็มแทงชนวนจะเป็นทรงเหลี่ยม จะรู้ได้ทันทีว่าปลอกกระสุนที่พบยิงมาจากอาวุธปืนขนาด 9 มม.ยี่ห้อ "กล็อก" !?
จนกระทั่งแกะรอยไปถึง 2 คนร้ายที่เคยก่อเหตุยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัดในคืนวันลอยกระทง เจ้าของฉายา "จิ๊ป ไผ่เขียว" และ "โจ๊ก ไผ่เขียว" นักเลงขาใหญ่ ประจำชุมชนวัดไผ่เขียว อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา...เพียงไม่นาน ผลการตรวจปลอกกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุคดีของน้องโตมี่ และปลอกกระสุนที่พบในชุมชนวัดไผ่เขียวตรงกัน!!
เมื่อชุดสืบสวนตรวจสอบข้อมูล พบว่าเจ้าของฉายา "จิ๊ป ไผ่เขียว" คือ นายนพพล ประสงค์ศิล อายุ 23 ปี มักชอบขี่รถจักรยานยนต์ ส่วนเจ้าของฉายา "โจ๊ก ไผ่เขียว" คือ นายชาญชัย ประสงค์ศิล อายุ 29 ปี มักเป็นผู้ซ้อนท้าย และจากการตรวจสอบประวัติอาชญากรพบว่าทั้งสองคนมีหมายจับในหลายคดี ทั้งคดียาเสพติด และคดีพยายามฆ่า โดยก่อเหตุในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี
ชุดสืบสวนจึงติดตามแกะรอยพี่น้องคู่นี้ทันที จนกระทั่งทราบว่าหลบมาพักอาศัยอยู่บริเวณสมายแมนชั่น หมู่ 4 ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างที่กำลังเข้าตรวจสอบ นายชาญชัยออกมาจากแมนชั่นดังกล่าว ชุดสืบสวนจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้ นปรากฏว่านายชาญชัยชักอาวุธปืนยิงต่อสู้เพื่อหลบหนี แต่ถูกชุดสืบสวนยิงตอบโต้จนกระทั่งเสียชีวิต
"ชุดสืบสวนสอบสวนมีหลักฐานแน่นหนาว่า คนร้ายทั้งสองคนก่อเหตุยิงในคดีน้องโตมี่ ส่วนคนร้ายที่ยังหลบหนี ตอนนี้ชุดสืบสวนพอรู้ที่หลบซ่อนตัว ขอเตือนว่าให้ออกมามอบตัว ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย เพราะการสืบสวนทราบว่านายนพพลก็พกอาวุธปืนติดตัวตลอดเวลา" พล.ต.ต.คำรณวิทย์ กล่าว



