ข่าว

กกท.แจง ผิดพ.ร.บ.สมาคมฟุตบอลไทยบอลแก้กฎเลือกนายก

กกท.แจง ผิดพ.ร.บ.สมาคมฟุตบอลไทยบอลแก้กฎเลือกนายก

13 ธ.ค. 2553

กกท.ออกโรงขวาง สมาคมฟุตบอลผุดแนวคิดแก้ระเบียบเลือกตั้งนายกสมาคม ชี้เข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 แจงต้องส่งเรื่องขอแก้ไขผ่านบอร์ด กกท.ก่อน ขณะที่ผู้ว่าการ กกท.ย้ำหากขัด พ.ร.บ.กีฬาชาติ ทำไม่ได้แน่นอน


 ภายหลังจากที่นายองอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ออกมาโยนหินถามทางเรื่องการแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลในสมัยหน้า โดยจะนำเอาแนวทางของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ที่มีการเลือกตั้งนายกสมาคม และเลือกตั้งสภากรรมการบริหารอีก 18 คน พร้อมกับจะจำกัดสิทธิ์เฉพาะสโมสรฟุตบอลอาชีพมาใช้นั้น
 ล่าสุด “คม ชัด ลึก” สอบถามเรื่องนี้ไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบกำกับดูแลทุกสมาคมกีฬาที่จดทะเบียนถูกต้อง โดยนายณัฐวุฒิ เรืองเวส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ เปิดเผยว่า การที่สมาคมกีฬาใดที่ขึ้นกับการกีฬาแห่งประเทศไทย จะต้องดำเนินกิจกรรมไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับปีพุทธศักราช 2528


 “หากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยจะดำเนินการเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งของสมาคมตามที่เป็นข่าวจริง ต้องบอกว่าเข้าข่ายการกระทำความผิด เพราะไปกีดกันบางสโมสรที่ไม่เป็นทีมอาชีพไม่ได้ อีกทั้งบทบาทของสมาคมกีฬา รวมถึงการกีฬา คือ การส่งเสริมกีฬาให้สโมสรสมาชิก ขณะเดียวกันหากจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเลือกตั้งจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมกีฬานั้นๆ เสียก่อน จากนั้นต้องส่งเรื่องให้บอร์ดการกีฬาให้ความเห็นชอบจึงจะส่งต่อไปที่สันติบาล ที่หากพิจารณาแล้วไม่ขัดต่อกฎหมายฉบับใดจึงจะประกาศบังคับใช้”
 นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า หากสมาคมฟุตบอลยังจะดำเนินการต่อไปย่อมมีปัญหาตามมาแน่นอน แต่เรื่องนี้ตัวเองยังไม่เห็นรายละเอียด ได้ทราบข่าวผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น คงต้องรอดูเอกสารต้นขั้วจากสมาคมฟุตบอลอีกครั้งหนึ่ง


 ขณะที่ “บิ๊กหนุ่ม” กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมเรื่องนี้ว่ายังไม่เห็นรายละเอียด แต่หากให้กล่าวตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทยแล้ว เราคงต้องบังคับใช้ทุกสมาคมกีฬาที่การกีฬาเป็นผู้กำกับดูแลทั้งหมดเหมือนๆ กัน ดังนั้นหากสมาคมฟุตบอลจะกระทำโดยพลการเช่นนี้ ย่อมถือเป็นความผิดที่กระทำไม่ได้
 ผู้สื่อข่าว “คม ชัด ลึก” ตรวจสอบไปยังข้อบังคับลักษณะปกครองของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ระบุเอาไว้ว่า การเลือกตั้งกรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลนั้น จะให้สโมสรสมาชิกเลือกตั้งนายกสมาคมเพียงคนเดียว จากนั้นเป็นหน้าที่ของนายกสมาคมจะสรรหากรรมการบริหารจำนวน 18 คน ที่จะต้องมาจากสโมสรสมาชิก 13 คน และเป็นบุคคลภายนอกได้ 6 คน


 นอกจากนี้ผู้สื่อข่าว “คม ชัด ลึก” ยังตรวจสอบไปยังบุคคลในสมาคมฟุตบอลที่เชี่ยวชาญเรื่องระเบียบ ได้รับการเปิดเผยว่า การแก้ไขข้อบังคับลักษณะปกครอง จะต้องเป็นมติจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปีนั้นๆ ของสมาคมฟุตบอลเสียก่อน จากนั้นตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไข และต้องนำบทแก้ไขที่เรียบร้อยแล้วเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีในปีถัดไป เพื่อขอมติรับรองจากสโมสรสมาชิก จากนั้นจึงจะดำเนินการไปยื่นขอแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวที่สำนักงานเขตพื้นที่ซึ่งสมาคมตั้งอยู่
 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ “คม ชัด ลึก” สอบถามกลับไปที่นายณัฐวุฒิอีกครั้ง ได้รับการยืนยันว่า การแก้ไขข้อบังคับลักษณะปกครองของสมาคมไม่ว่าจะเป็นสมาคมที่ตั้งใหม่ หรือสมาคมที่ดำเนินการขึ้นทะเบียนกับการกีฬามาแล้ว 100 ปี ล้วนต้องดำเนินการแนวทางเดียวกันคือ ต้องส่งเรื่องการแก้ไขให้กับการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจสอบรับรอง และจะต้องไม่ขัดกับพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับปี 2528 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 57 ปี 2534 จากนั้นเมื่อผ่านมติบอร์ดการกีฬา จึงจะยื่นต่อสันติบาล เพื่อตรวจสอบและรับรองประกาศใช้ต่อไป


 ทั้งนี้ แนวทางของฟีฟ่า และเอเอฟซี กำหนดให้ชาติสมาชิกมีข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานคล้ายคลึงกันทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการอ้างจากชาติสมาชิก ที่กำหนดให้แต่ละประเทศมีการสรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกสมาคม และกรรมการบริหาร ที่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง
 โดยแนวทางการเลือกตั้งนั้น คณะกรรมการบริหารชุดที่จะหมดวาระ หรือรักษาการ ต้องกำหนด วันเวลา สถานที่จัดประชุมสามัญประจำปีให้สมาชิกรับทราบไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนการประชุม จากนั้นสมาชิกต้องแจ้งชื่อตัวแทนประเทศ หรือสโมสร ที่จะเข้ารับเลือกตั้งให้เลขาธิการสมาคมรับทราบไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันประชุม และเลขาธิการสมาชิก ต้องแจ้งวาระการประชุม รวมถึงรายชื่อผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งในแต่ละตำแหน่ง (นายกสมาคม หรือกรรมการบริหาร) ให้สโมสรสมาชิกรับทราบไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันประชุม


 ซึ่งในวาระการดำรงตำแหน่งนั้น ฟีฟ่าและเอเอฟซี กำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี อยู่ได้ไม่เกิน 3 สมัย แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของชาตินั้นๆ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย มีพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้ดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอยู่ได้ไม่เกิน 2 วาระ ยกเว้นมีตำแหน่งในกรรมการบริหารนานาชาติ