ข่าว

เลือกซ่อมอีสานไม่พลิกพลังแดงไม่โผล่

เลือกซ่อมอีสานไม่พลิกพลังแดงไม่โผล่

13 ธ.ค. 2553

ในที่สุดการเลือกตั้งซ่อมของภาคอีสานใน 3 จังหวัด คือ สุรินทร์ นครราชสีมา และขอนแก่น ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ทั้งที่มีการจับตากันอย่างมากว่า จะเป็นการวัดขุมกำลังกันระหว่าง "เนวิน-ทักษิณ" ซึ่งที่สุดแล้ว วันเลือกตั้งกลับไม่มีอะไรคึกคัก ชาวบ้านทยอยมาลงคะแนนกันครา

 แต่ที่ช็อกพลพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ก็น่าจะอยู่ที่สนามเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น เขต 2 ที่เดิมประชาธิปัตย์ ไม่เคยมีฐานคะแนนอยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน แต่เมื่อนายอธิปปรัชญ์ ทัดพิชญางกูร จากประชาธิปัตย์ ได้คะแนนไปมากถึง 35,624 คะแนน ขณะที่ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเจ้าของเก้าอี้ยังมีคะแนนระดับทรงตัว คือที่ 121,888 คะแนน

เขต 2 ขอนแก่น เพื่อไทยชนะแต่…ปชป.ตีปีกแหย่รังเสื้อแดงเข้าเป้า

 ชัยชนะของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 เหนือ นายอธิปปรัชญ์ ทัดพิชญางกูร ผู้สมัครส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นเรื่อง ”ผิดคาด” ทั้งฝ่ายเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ เพราะเดิมประชาธิปัตย์ตั้งเป้าคะแนนเสียงไว้ในระดับ 3 หมื่นก็ถือว่าเกินเป้า ขณะที่เพื่อไทยเจ้าของพื้นที่ ที่ต้องรักษาฐานที่มั่น ”เมืองหลวงเสื้อแดง” ไว้ให้ได้ตั้งเป้ากันคู่ต่อสู้ให้คะแนนไม่ถึง 2 หมื่น

 จากฐานเสียงประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งธันวาคม 2550 ที่ผู้สมัครของพรรคได้คะแนนในเขตนี้ 7,000 คะแนน ขณะที่ ร.ท.ปรีชาพล มีฐานคะแนนเดิม 1.3 แสน การดันคะแนนเพิ่มจากฐานเดิมเกิน 4 เท่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ประชาธิปัตย์สามารถเช็กสภาพตัวเองก่อนลงสนามใหญ่ และสิ่งที่ตามมาหลังการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างน้อยกระแส ”กลัวเสื้อแดง” ถูกลบลงไป บรรดาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่จดๆ จ้องๆ ส่วนหนึ่งก็จะหลั่งไหลเข้าประชาธิปัตย์ ขณะที่อำนาจต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลในการจัดสรรพื้นที่ในภาคอีสาน

 ชัยชนะของ ร.ท.ปรีชาพล แม้จะมีเครือข่ายทั้ง ส.อบจ. ข้าราชการฝ่ายปกครอง อปท.ในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มคนเสื้อแดง และคนที่ยังชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ดูเหมือนเขาค่อนข้างสู้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งจากปัจจัยเงื่อนเวลาที่วาระเหลือน้อย ประกอบกับแนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเขตเลือกตั้งจะกลับไปเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ทำให้ ส.ส.ร่วมพรรคอีก 2 คนเกิดอาการเกียร์ว่างรักษาฐานตัวเอง เพราะต่างรู้ว่าเมื่อเลือกตั้งใหญ่ก็ตัวใครตัวมัน

 ฝ่ายประชาธิปัตย์ที่ระดม ส.ส.และรัฐมนตรีลงพื้นที่ แม้จะมีสภาพไม่ต่างกับ ”ปล่อยงูผิดป่า” แต่โค้งสุดท้ายกลับพบว่าเสียงเริ่มตีตื้นเนื่องจากกระแสเสื้อแดงไม่แรงอย่างที่คิด ขณะที่นโยบายรับประกันราคาข้าว เบี้ยยังชีพคนชรา ค่าทดแทน อสม. เหล่านี้ทำให้ประชาธิปัตย์มีที่เดินมากขึ้น แต่การตั้งเป้า ”แพ้น้อย” ตั้งแต่เริ่มกลับเป็นภัยกับตัวเองเพราะมีผลให้ผู้สนับสนุนขาดแรงจูงใจ...และเมื่อเสียงดีวันดีคืนจากตั้งเป้าแพ้น้อยเป็นดิ้นเพื่อ ”ชนะ” ก็ช้าไป เพราะไม่มีทหารราบคุมพื้นที่ สภาพการณ์ของคะแนนที่ได้จึงกระจายในระนาบเดียวกันแทบทุกพื้นที่

 แต่คะแนนในเขตเมืองที่สูสีกับคู่แข่ง ก็ย่อมทำให้ประชาธิปัตย์มองเห็นโอกาสมากขึ้นหากเลือกตั้งในระบบเขตเดียวเบอร์เดียว ส่วนเพื่อไทยแม้ผลเลือกตั้งจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ทั้งทีมงานและแกนนำต่างอยู่ในอาการ ”เครียด” ถึงขั้นปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตามธรรมเนียมผู้ชนะ และอานิสงส์จากผลคะแนนของประชาธิปัตย์ที่เหมือนลงสนามมือเปล่าครั้งนี้ย่อมสร้างความมั่นใจกับพรรคเล็กพรรคน้อยที่วางเป้าเป็นตัวแปรวางตัวผู้สมัครแบบเน้นๆ บางพื้นที่ก็จะยิ่งคึกคักขึ้น

 การซ้อมใหญ่ก่อนลงสนามจริงที่ประชาธิปัตย์กล้าแหย่รังเสื้อแดงและผลออกมาเกินเป้าครั้งนี้จึงเทียบได้กับเป็น ”ชัยชนะของผู้แพ้”

เขต 3 สุรินทร์ -เลือกตัวคนมากกว่าพรรค นโยบาย "พาทักษิณกลับบ้าน" ขายไม่ออก

 เมืองช้าง เขต 3 เจ้าของเก้าอี้เดิม นางมลิวัลย์  ธัญญสกุล พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ประกาศบายไม่ลงสมัคร จึงมีเพียงนางปทิดา ตันติรัตนานนท์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขต อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ สังกัดพรรคเพื่อไทย และนายศุภรักษ์ ควรหา อดีต ส.ส. 2 สมัย ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่ลงแข่งกันแบบตัวต่อตัว พรรคต่อพรรคเท่านั้น
พื้นที่อีสานใต้แห่งนี้ ถือว่าแน่นปึ้กในส่วนของมวลชนคนเสื้อแดงซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย กับประเด็นที่ชู "พาทักษิณกลับบ้าน"  มีการส่งหัวหอกชั้นนำระดมสรรพกำลังลงพื้นที่หาเสียง ทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จตุพร พรหมพันธุ์ และ ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทย กว่า 10 คน ซึ่งแน่นอนว่าทุกครั้งมวลชนคนเสื้อแดงนับพันต่างเข้าร่วมฟังปราศรัย ทำให้คนเพื่อไทยเชื่อมั่นว่า อย่างไรเสีย คะแนนเสียงจากกลุ่มพลังเหนียวแน่นนี้จะพานางปทิดาไปคว้าเก้าอี้ไว้ได้

 ส่วนนายศุภรักษ์ อดีต ส.ส.สองสมัย เจ้าของพื้นที่เดิม ที่ตัดสินใจลงสมัครในนามภูมิใจไทย ที่เรียกว่า "แพ้ไม่ได้ " เพราะที่ผ่านมา ทำให้อกหักมาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ไม่ประมาท มี ส.ส.ของพรรคมาให้การสนับสนุน และยังมีกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ ที่เป็นฐานเสียงคะแนนให้ และช่วยกันทุ่มหาเสียงให้

 ต้องยอมรับว่าชื่อของ "เนวิน"  มีทั้งคนรักคนเกลียด เฉกเช่นเดียวกับชื่อ "ทักษิณ" ก็ไม่ต่างกัน ยิ่งเมื่อใกล้วันลงคะแนนมีใบปลิวเรียกร้องให้เลือกคนของพรรคเพื่อไทย เพื่อ "พาทักษิณกลับบ้าน" จึงเป็นดาบสองคมที่ทำให้ประชาชนตัดสินใจเลือกที่ตัวตนของคนสมัคร มากกว่าจะเลือกพรรคหรือเลือก "เงา" ที่อยู่ข้างหลัง

 "คนที่นี่ใส่เสื้อแดง แต่พอเข้าคูหาอาจกาน้ำเงินก็ได้ เพราะเวลาเลือกเขาเลือก ส.ส.ที่ใกล้ชิด ประเด็นเลือกพาทักษิณกลับบ้าน เลือกไปก็ไม่รู้จะได้กลับเมื่อไหร่ สู้เลือกคนใกล้ตัวดีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า หมดเวลาแล้วที่จะส่งเสาไฟฟ้ามาลง ที่นี่เขาเลือกคนเป็นหลัก ส่วนสีเสื้อเป็นรอง" แหล่งข่าวกล่าว
 
โคราช เขต 6 "บุญจง "ได้เปรียบทั้งชื่อชั้น-ชื่อพรรค และอยู่ฝ่ายรัฐบาล

 พื้นที่ที่มีลุ้นระทึกมาตั้งแต่แรก แต่สุดท้าย "บุญจง  วงศ์ไตรรัตน์ " อดีต รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ชนะนายอภิชา  เลิศพชรกมล ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คู่ปรับที่ผลัดกันแพ้ชนะ และเรียกได้ว่าเป็นนัดล้างตา ซึ่ง "บุญจง" ก็ยังสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้  ประกอบกับนายบุญจงมีผลงานการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงภัยพิบัติอุทกภัยที่ผ่านมา ได้นำงบประมาณมาช่วยเหลือทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน แจกสิ่งของบริจาค ปรับปรุงถนนหนทาง ซึ่งชาวบ้านรู้เห็น จึงทำให้ชาวบ้านลงคะแนนสียงให้  

 ส่วนด้านพรรคเพื่อไทยนั้น กระแสพรรคและตัวบุคคลแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชาวบ้านไม่ได้พูดถึงมากนัก  อาจเกิดจากช่วงเวลาที่ผ่านไปนาน ไม่ได้เห็นผลงานการช่วยเหลือประชาชน  ส่วนนายอภิชา เลิศพชรกมล ผู้สมัครหมายเลข 2 ก็ไม่เคยลงพื้นที่พบปะประชาชน มีผลงานทำงานน้อย ชาวบ้านไม่รู้จักมากนัก  

กระแสความนิยมเพื่อไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ระวัง "เลือดไหลไม่หยุด"

  นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นักการเมืองขอนแก่นวิเคราะห์ว่า กระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทย ในอีสานลดลงอย่างเห็นได้ชัด และแนวทางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้รับการปฏิเสธจากคนอีสานมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้ชัดเจนว่า สุรินทร์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของเสื้อแดงในเขตอีสานใต้ ก็แพ้พ่ายอย่างราบคาบ

 ส่วนที่โคราชทั้งที่ผู้สมัครเพื่อไทยได้รับกระบวนท่าทุกอย่าง ทั้งแกนนำคนสำคัญลงไปปราศรัยอย่างถี่ยิบ ก็ยังพ่ายแพ้ต่อนายบุญจง กระแสการหาเสียงสดใส่นายเนวินว่า รยศก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก

 ที่ขอนแก่น ยิ่งเห็นชัดเจนว่าขึ้นชื่อเป็นเมืองหลวงของคเสื้อแดง แต่ผลการเลือกตั้งผู้สมัครเพื่อไทยซึ่งเป็น ส.ส.เก่า ก็ไม่ได้ฟู่ฟ่า แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนของผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้มา 3 หมื่นกว่าคะแนน ทั้งที่ไม่เคยมีฐานคะแนนในพื้นที่เลย ก็ยังสามารถตีตื้นขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ แม้แต่คนจากพรรคเพื่อไทยเองก็งงไปตามๆ กัน

 "ที่ชื่อทักษิณขายไม่ได้ เพราะเลือกไปแล้วก็ไม่เห็นกลับสักที เมื่อมาใช้มุกเดิม ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเพราะคนอีสานไม่ได้คิดว่าจะฝากความหวังกับทักษิณคนเดียวแล้ว ตอนนี้ผลงานรัฐบาลเริ่มปรากฏทั้งนโยบายประกันรายได้ พืชผลการเกษตร ซึ่งโดนใจคนอีสานอย่างจัง เชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยคงจะมีโรคเลือดไหลไม่หยุดอย่างแน่นอน" นพ.เปรมศักดิ์ วิเคราะห์

นักวิชาการมองคนใช้สิทธิ์น้อยเพราะไม่รู้จะเลือกตั้งไปเพื่ออะไร

 นายนิรันดร์ กุลฑานันท์ นักวิชาการอิสระ จ.บุรีรัมย์ แสดงความคิดเห็นว่า การเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ เป็นการต่อสู้แข่งขันกันระหว่างพรรคอำนาจเก่าและอำนาจรัฐ  เพื่อกระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อตัวผู้สมัคร โดยการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ กระแสหลักอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ใน จ.สุรินทร์ และ จ.นครราชสีมา นอกจากนี้ยังเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาลจะได้เปรียบในการหาเสียง เนื่องจากมีกลไกของรัฐมาช่วยสนับสนุนการหาเสียงในพื้นที่เพื่อให้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้      

 ส่วนบรรยากาศการออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมของประชาชนในครั้งนี้ มองว่าประชาชนออกมาลงคะแนนน้อย สาเหตุคาดว่ามาจากความสับสนที่มีต่อตัวผู้สมัครและพรรคการเมืองแต่ละพรรค ที่ประชาชนยังมองไม่เห็นในเรื่องนโยบายการช่วยประชาชน ไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งไปเพื่ออะไร เพราะบรรยากาศการหาเสียงก็มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่มีวี่แววการปรองดอง ทำให้รู้สึกว่าจะลงคะแนนหรือไม่ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ศูนย์ข่าวภาคอีสาน