
ญี่ปุ่นสนลงทุนไฮสปีดเทรน2สายชงบอร์ดพีพีพีสิ้นเดือนนี้-เล็งขยายเส้นทางถึงตราด
สคร.เร่งสรุปข้อเสนอเอกชนในโครงการรถไฟฟ้า 2 เส้นทางเสนอคณะกรรมการพีพีพีภายในเดือนธ.ค.นี้ เผยญี่ปุ่นให้ความสนใจสายเชียงใหม่พร้อมเสนอขอให้ขยายเส้นทางระยองออกไปถึงตราด
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ขณะนี้ สคร.กำลังทำรายงานสรุปหลังจากทดสอบความสนใจภาคเอกชนในการลงทุน(มาร์เก็ต ซาวดิ้ง) ในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง 2 เส้นทาง มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ในเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 221 กิโลเมตร และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 754 กิโลเมตร เพื่อเสนอให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในรูปแบบพีพีพี ชุดที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานภายในเดือนธันวาคมนี้เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงเดือนมกราคม 2554
ด้านเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสนใจลงทุนในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่มากกว่า เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง เนื่องจากมองว่าเส้นระยองมีระยะทางสั้นเกินไป เอกชนบางรายจึงเสนอให้ขยายเส้นทางไปถึง จ.ตราด ซึ่ง สคร.จะนำข้อเสนอดังกล่าวรายงานให้ ครม.รับทราบ หากเอกชนมีความสนใจเข้ามาลงทุนจริงก็อาจจะขยายเส้นทางให้ตามที่เสนอมา แต่คงต้องดูความเหมาะสมในการลงทุนด้วยเพราะต้องมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากระยะทางที่เพิ่มอีกเท่าตัวเช่นกัน
"ในการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนที่มาอย่างเปิดเผยและที่มาสังเกตการณ์นั้นส่วนใหญ่ให้ความสนใจลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่นจะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะประเทศจีนให้ความสนใจลงทุนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย และอยู่ระหว่างเจรจาร่วมลงทุนกับไทย ส่วนเส้นทางระยองอาจต้องมีการปรับการลงทุนใหม่เพื่อจูงใจเอกชนยิ่งขึ้น" นายสมชัยกล่าว
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนผู้โดยสารที่ประมาณการไว้เบื้องต้นนั้นไม่ชัดเจน ยืนยันว่าตัวเลขผู้โดยสารเส้นทางเชียงใหม่ที่ทำไว้เป็นเพียงตัวเลขขั้นต่ำที่มีแนวโน้มว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญของบ้านเมืองตลอดเส้นทางรถไฟ จึงมั่นใจว่าการลงทุนโครงการดังกล่าวจะไม่ขาดทุน ส่วนค่าโดยสารที่กำหนดเบื้องต้นสายเชียงใหม่ 1,200 บาทและสายระยอง 350 บาทนั้นเอกชนไม่ได้ติดใจอะไร
ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้นรัฐบาลจะลงทุนในส่วนของที่ดินสำหรับก่อสร้างรางและภาคเอกชนลงทุนระบบรางและตัวรถทั้งหมด ส่วนการเก็บค่าโดยสารคงต้องหารือรายละเอียดในภายหลังอาจเป็นการจ้างเอกชนเข้ามาบริหารและคิดค่าโดยสารได้เชิงพาณิชย์ โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องการันตีรายได้ให้เหมือนสายสีน้ำเงิน ซึ่งคาดว่าโครงการรถไฟฟ้า 2 เส้นทางนี้น่าจะเกิดขึ้นได้เร็วโดยจะผลักดันให้ทำได้ภายใน 12 เดือน ขณะที่การยกร่างกฎหมายพีพีพีนั้นก็กำลังเร่งดำเนินการ โดยวันที่ 13 ธันวาคมนี้จะเชิญภาคเอกชนกว่า 100 คนมาร่วมทำประชาพิจารณ์กฎหมายใหม่ หากมีกฎหมายพีพีพีก็จะยกเลิกกฎหมายร่วมทุนที่มีช่องโหว่ในการตีความทำให้มีคดีเสนอให้ตีความถึง 60 คดี



