
ธอส.ปัดฝุ่นซีเคียวรีไทฯระดมทุน3หมื่นล้าน
ธอส.ปัดฝุ่นโครงการซีเคียวรีไทเซชั่นสินเชื่อวงเงิน 3 หมื่นล้านหวังลดต้นทุนทางการเงินสู้ศึกสินเชื่อบ้านแบงก์พาณิชย์ คาดกลางปีหน้าเห็นเป็นรูปธรรมแน่นอน
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.อยู่ระหว่างนำโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์หรือซีเคียวรีไทเซชั่น โดยนำสินเชื่อของลูกค้าชั้นดีออกประมูลให้แก่สถาบันการเงินที่สนใจในวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาทจากเดิมที่ ธอส.เคยศึกษาไว้ที่วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธอส.คาดว่าจะสามารถร่างเงื่อนไขการประกวดราคาภายในช่วงต้นปี 2554
อย่างไรก็ตาม การทำซีเคียวรีไทเซชั่นของ ธอส.ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการระดมทุนเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำ เนื่องจากในปัจจุบันการแข่งขันในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินมีความรุนแรงมาก แม้ว่าในปัจจุบัน ธอส.จะเป็นผู้นำตลาดอยู่ก็ตาม แต่ก็จะประมาทคู่แข่งไม่ได้โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐด้วยกันเอง ซึ่งหาก ธอส.สามารถระดมทุนสำหรับปล่อยสินเชื่อได้ในภาวะต้นทุนต่ำก็จะสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม ธอส.ก็จะเน้นด้านการให้บริการควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อด้วย
"การทำซีเคียวรีไทเซชั่นของ ธอส.วงเงิน 3 หมื่นล้านบาทในครั้งนี้จะต้องลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น โดยผลการศึกษาเดิมที่มีอยู่นั้นข้อมูลต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงต้องมีการประเมินสถานการณ์อีกเล็กน้อย แต่คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก และน่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าในส่วนของตราสารที่จะออกในครั้งนี้น่าจะมีอายุประมาณ 10 ปีเพื่อให้เหมาะสมกับระยะเวลาในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารให้มากที่สุด" นายวรวิทย์กล่าวและว่า ในปัจจุบัน ธอส.สามารถระดมทุนได้จากการรับฝากเงินและการออกพันธบัตรซึ่งเป็นการระดมทุนที่มีต้นทุนใกล้เคียงกับคู่แข่งในตลาด แต่ภารกิจหลักของ ธอส.คือการปล่อยสินเชื่อเพื่อประชาชนระดับกลางลงมาถึงระดับล่างให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองและดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องหาแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและสามารถสนองนโยบายของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ แผนการทำซีเคียวรีไทเซชั่นของ ธอส.วงเงิน 4 หมื่นล้านบาทที่มีการศึกษาไว้เดิมนั้น จะแบ่งเป็นการขายให้แก่นักลงทุนในประเทศจำนวน 1 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ส่วนการนำมาดำเนินการใหม่นั้นคงต้องดูภาวะตลาดและสภาพคล่องในประเทศก่อน



