
เปิดยุทธศาสตร์กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้านสินค้าละเมิด-ขับเคลื่อน ศก.สร้างสรรค์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นในด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และล่าสุดยังเป็นแม่แรงสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ ครีเอทีฟ อีโคโนมี ให้เกิดเป็นรูปธรรม โดย ปัจฉิมา ธนสันติ
ชู 4 ยุทธศาสตร์พัฒนากรมฯ
อธิบดีปัจฉิมา กล่าวว่า ในด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้น จะมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านคือ ด้านบริการประชาชน ด้านสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และด้านการต่างประเทศ โดยกรมจะพัฒนาระบบการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา นำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาให้บริการมากขึ้น ซึ่งประมาณเดือนมกราคม 2554 นี้ จะเปิดรับคำขอการจดสิทธิบัตรทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนการจัดทำคู่มือในการตรวจสอบเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ออกมาเผยแพร่ เร่งรัดปัญหางานที่คั่งค้างทั้งด้านสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ และลดขั้นตอนการจดทะเบียนเพื่อให้รวดเร็วขึ้น
ส่วนความคืบหน้าการแก้ไข พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา ซึ่งจะมีการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กลิ่น และเสียง ขณะที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ จะเพิ่มเติมการคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งพบว่ามีการละเมิดกันมาก
“อีกส่วนที่จะทำให้เสร็จสิ้นภายในปีหน้าอย่างแน่นอนคือ การจัดระเบียบบรรดาตัวแทนผู้รับมอบอำนาจในการปราบปรามการละเมิด หรือที่เรียกว่านักบิน โดยขณะนี้ได้ยกร่างประกาศและระเบียบที่เกี่ยวข้องเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะเพิ่มเกณฑ์ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่เป็นตัวแทน จัดระบบให้มีการฝึกอบรมเหล่านักบิน ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการจัดทำบัตรใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดประชุมใหญ่ให้แก่ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั้งหลายภายในปีหน้า เพื่อลดปัญหาการดำเนินงานที่ผ่านมา”
ขณะที่ปัญหาเรื่องเพลงซ้ำซ้อน ได้มอบหมายให้สำนักงานกฎหมายไปดำเนินการ เรียกมาไกล่เกลี่ยเป็นรายเพลง เพื่อเร่งสะสางปัญหาจากปัจจุบันที่มีเพลงซ้ำซ้อนและยังไม่สามารถนำไปทำอะไรได้อยู่ที่กรมมากถึง 3,200 เพลง
ปัจฉิมา กล่าวอีกว่า ด้านส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ จะมีความสอดคล้องกับงานครีเอทีฟ อีโคโนมี ที่กรมรับมาดำเนินการต่อเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้ และยังสานต่อเรื่องตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา
โดยในปีหน้าจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐมาคุยกับธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
(เอสเอ็มอีแบงก์) ในเรื่องการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน โดยเฉพาะในธุรกิจการสร้างภาพยนตร์ที่สามารถนำสคริปต์ภาพยนตร์ หรือบทประพันธ์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยให้ธนาคารเป็นผู้ตีมูลค่าเพื่อผู้สร้างหนัง จะสามารถนำเงินไปดำเนินการสร้างต่อให้จบ
“หลวงพ่อคูน” ให้พรหยุดละเมิดฯ
ในด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ปัจฉิมา กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงล่าสุด 2 ธันวาคม 2553 การปราบปรามการละเมิดดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติการยึดของกลางล่าสุดมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,769,482 ชิ้น จากทั้งหมด 3,445 คดี ซึ่งในปีนี้ของกลางที่ยึดมาได้มีจำนวนลดลงจากปีก่อนที่ยึดของกลางได้กว่า 5 ล้านชิ้น เพราะช่วงที่ผ่านมาเป็นการดำเนินคดีจับกุมรายใหญ่มากขึ้น และได้รับความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากร
“ขณะนี้มีเสียงสะท้อนมาจากผู้ประกอบการเอกชนแล้วว่า สถานการณ์การละเมิดดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่ เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแม่อีก 3 คน ซึ่งทางเอกชนบอกว่าหากดำเนินการกับคนเหล่านี้ได้ รับรองว่าซีดีเถื่อนหายไปแน่นอน ซึ่งทางกรมจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้”
นอกจากนี้ กรมยังเดินหน้ารณรงค์เรื่องการป้องปรามการละเมิด ซึ่งตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไปจะเริ่มโครงการรณรงค์ ซึ่งนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้เชิญหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และให้พรที่ว่า “หยุดละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มึงเจริญ ชาติเจริญ” อีกทั้งจะมีการสร้างเครือข่ายเยาวชนในการส่งเสริม ป้องปรามการละเมิดอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายคือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับต่างประเทศ กรมมีแผนร่วมมือกับอาเซียนในการเตรียมตัวเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนในหลายด้านด้วยกันคือ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการป้องปรามการละเมิด โดยจะมีการเปิดเว็บไซต์โดยมีฐานที่สิงคโปร์ และไทยเป็นผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งจะเป็นเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนความร่วมมือกับเวียดนามที่จะเป็นผู้นำในเรื่องของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาคนี้
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด และถ้าไม่มีใครยื่นคัดค้าน การจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ประชาคมยุโรป (อียู) จะได้รับการจดทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ และถือเป็นของขวัญปีใหม่ของคนไทย ส่วนสินค้าอื่นที่กรมได้ยื่นไปแล้วคือ กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง ซึ่งทางอียูรับคำขอแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี ส่วนสินค้าอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือ สับปะรดภูแล เชียงราย ซึ่งระบบเข้าที่แล้วแต่จะต้องเตรียมการ ส่วนอีกตัวที่น่าสนใจคือข้าวหอมมะลิ สุรินทร์ ซึ่งเป็นอินทรีย์”
ส่วนสินค้าไทยที่เจอปัญหาละเมิดในต่างประเทศในปีนี้ เช่น กระทิงแดง ในประเทศจีน เถ้าแก่น้อยในอินโดนีเซีย จีน และไต้หวัน น้ำพริกเผาแม่ประนอมที่มาเลเซีย ยังมีเครื่องหมายโลโบ้ ที่เวียดนาม เครื่องหมายเบอรินาที่เวียดนาม และฮิวแมนทัช ที่จีน ซึ่งส่วนใหญ่ประสบปัญหามีคนอื่นนำสินค้าปลอมไปจำหน่าย หรือไม่ได้มีการจดทะเบียน เมื่อจะไปจดทะเบียนก็พบว่ามีคนอื่นนำไปจดทะเบียนก่อนหน้านั้นแล้ว
สานต่อ 7 งานเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สำหรับการสานต่อแผนงานโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์นั้น อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมรับดำเนินการโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง รวม 9 โครงการ แบ่งเป็น 22 กิจกรรม ซึ่งแม้จะมีอุปสรรคในการดำเนินการบ้าง แต่ก็จะมีการประเมินผลทุกโครงการ ซึ่งปัจจุบันพบว่าคนไทยเริ่มพูดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์กันมากขึ้น
“เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป จากนี้คงจะต้องลงไปในทางปฏิบัติ และคงไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์เพียงกระทรวงเดียวที่จะเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น จะต้องมีหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และบีโอไอ ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้อง เพื่อให้งานเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เดินหน้าต่อไปได้”
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะทำต่อในปีหน้าจะมีอีก 7 โครงการ เช่น การจัดตั้งเซ็นเตอร์ ออฟ เอ็กเซลเลนท์ จะเป็นการคัดเลือกมหาวิทยาลัย 15 แห่ง ที่จะเป็นแกนในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 15 สาขาธุรกิจ เพื่อให้เป็นการปูพื้นฐานต่อไป โครงการจูเนียร์ ไอพี แอมบาสเดอร์ ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการรณรงค์ป้องปรามการละเมิด โครงการสร้างภาพลักษณ์ใหม่สินค้าไทยสู่สากล ซึ่งจะเน้นเรื่องของการต่อยอด สนับสนุนและสร้างตลาดให้แก่สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
นอกจากนี้ ยังมีโครงการไทยแลนด์ แพลนเน็ต ซึ่งเปิดตัวไปแล้ว โดยประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการจัดทำเว็บไซต์ระดับประเทศ โดยใช้ เวอร์ชวล เวิลด์ หรือโลกเสมือนจริงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว การค้า การลงทุน มายังประเทศไทย โดยผ่านทางเว็บไซต์ที่เรียกว่า ไทยแลนด์ แพลนเน็ต ขณะที่โครงการเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะคัดเลือก 10 เมืองใน 10 จังหวัดให้เป็นเมืองต้นแบบที่มีความโดดเด่นด้วยทุนทางวัฒนธรรมหรือเอกลักษณ์ชุมชน
ตลอดจนโครงการครีเอทีฟ คิง หรือ “ในหลวง” ต้นแบบของพสกนิกรไทย ซึ่งจะดำเนินการตลอดทั้งปี และโครงการรางวัล พีเอ็ม ครีเอทีฟ อวอร์ด เพื่อยกย่องความสำเร็จของคนไทยที่มีผลงานความคิดสร้างสรรค์ และกระตุ้นให้เกิดกระแสเมืองไทยนักคิดต่อไป



