ข่าว

สัปดาห์ประชานิยม"ทำง่ายได้เสียงเร็ว"

สัปดาห์ประชานิยม"ทำง่ายได้เสียงเร็ว"

13 ธ.ค. 2553

หากจะเรียกสัปดาห์นี้ ถือเป็น "สัปดาห์ประชานิยม" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คงไม่เกินความเป็นจริงนัก หลังมีข่าวในวันอังคารที่ 14 ธันวาคมนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเตรียมปรับ "ขึ้นเงินเดือนทั้งระบบ" ทุกชนชั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการการเมือง ส.ส.และส.ว.

สัปดาห์เดียวกันในวันที่ 17 ธันวาคม รัฐบาลก็เตรียมประกาศช่วยเหลือประชาชนทั้งในระดับรากหญ้าและคนจนในตัวเมืองรูปแบบใหม่ 3 เรื่องหลัก คือ 1.แรงงานนอกระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ 2.การลดภาระค่าครองชีพประชาชน และ 3.การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน

 โดยครั้งนี้จะขยายการช่วยเหลือไปยังกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ หาบเร่แผงลอย คนทำงานกลางคืน คนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม และราคาไข่ไก่ เนื้อหมู น้ำมัน ก๊าซแอลพีจี ค่าไฟฟ้า

 แม้จะอ้างว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่คงไม่พ้นข้อครหา "ซูเปอร์ประชานิยมชุดใหม่" ทำง่ายได้เสียงเร็วเพื่อเตรียมพร้อมการเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปีหน้า

 "รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์" อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แสดงความเห็นต่อการออกนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้ ว่า มีลักษณะตรงไปตรงมาเกินไป ถ้าจะทำประชานิยมน่าจะคิดเป็นระบบเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืนกว่าที่จะประกาศออกมา

 "รศ.ดร.มนตรี" เห็นว่า ประชานิยมไม่สิ่งเรื่องเสียหาย เป็นภารกิจของรัฐบาลที่ต้องดูแลประชาชนอยู่แล้ว แต่ประเทศต้องอยู่ต้องมีกลไกมาหล่อเลี้ยงตัวเองด้วย เช่น วิธีการของต่างประเทศเน้นประชานิยมสวัสดิการจะใช้กลไกการเก็บภาษีมาช่วยดูแล แต่ประเทศไทยนำเงินจากงบประมาณมาให้ สุดท้ายหนี้ก็ตกอยู่กับประชาชน จะเห็นว่าการแก้ปัญหาจะทำเฉพาะหน้า ระยะสั้นทั้งนั้น

 "ถ้าดูงบแผ่นดิน 100% รายรับ 70% ได้มาจากการเก็บภาษี อีก 30% ได้มาจากรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่าย 70% จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการประจำ เหลือ 30% ไปพัฒนาประเทศ แต่ในพ.ร.บ.งบประมาณระบุว่า ถ้าประเทศเป็นหนี้ต้องกันเงิน 10% ไปจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ย เหลือ 20% มาดูแลประชาชน"

 "รศ.ดร.มนตรี" ได้ยกตัวอย่าง ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่ทุกรัฐบาลนำมาเป็นเครื่องมือแหล่งทุน เพราะธนาคารเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย "ธนาคารเหล่านี้มีพ.ร.บ.เฉพาะของตนเอง จึงถูกใช้เป็นเครื่องมืออยู่เสมอ เมื่อรัฐบาลสั่งก็ต้องทำ เมื่อธนาคารปล่อยเงินไปแล้วไม่ได้คืนธนาคารก็อยู่ไม่ได้ รัฐบาลต้องสร้างวินัยให้คนไทยด้วย เพราะส่วนใหญ่คิดว่ารัฐบาลนี้สร้างหนี้ รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาก็พักชำระหนี้ให้วนไปมา"

 อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ได้ประเมินผลงานของรัฐบาลในภาพรวมในรอบปี โดยเห็นว่า รัฐบาลยังขาดการบริหารจัดการของภาครัฐ เช่น กรณี 3จี ปัญหามาบตาพุด ถ้าสามารถบริหารจัดการได้ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่นการลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจ เพราะความเชื่อมั่นไม่สามารถสร้างได้ภายในวันเดียว โดยเฉพาะ 3จี กับมาบตาพุด เป็นปัญหาภายในน่าจะจัดการได้ 

 "การบริหารจัดการของภาครัฐควรมีระบบมียุทธศาสตร์ นายกฯ ไม่ควรทำทุกเรื่อง ผมมองว่ารัฐบาลชุดนี้มียุทธศาสตร์สะเปะสะปะกรณีปัญหาไข่แพงไม่ต้องให้นายกฯ ลงไปแก้ปัญหา แต่ก็ยอมรับ การเป็นรัฐบาลผสมอาจทำให้การบริหารงานค่อนลำบาก เหมือนไม้ค้ำที่ต้องค้ำกันไปมา ต้องโทษรัฐธรรมนูญปี 2550  ที่ต่อไปรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลผสม" 

 "รศ.ดร.มนตรี" ยกข้อดีของรัฐบาลทักษิณว่า มาจากภาคเอกชนเข้าใจปัญหาสภาพคล่อง การแก้ปัญหาจะมองในเชิงยุทธศาสตร์มองเป็นระบบกว่ารัฐบาลชุดนี้ ที่แก้ปัญหาสะเปะสะปะ ไม่เข้าใจภาคเอกชน ถือเป็นจุดอ่อนของการบริหาร ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นรัฐบาลผสม และพรรคการเมืองบางพรรคเป็นนักการเมืองอาชีพ ไม่เคยประกอบอาชีพ ไม่เคยทำธุรกิจ วิธีการแก้ปัญหาจะต่างกัน จะมองปัญหาคนละแบบ หรือที่มีคนมักพูดว่าบริหารประเทศด้วยปากพูด ทำให้ประชาชนสบายใจ แต่เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้ต้องพยายามปรับ แต่ไม่รู้ว่าจะมีเวลาปรับหรือแก้ไขหรือไม่

 อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า กล่าวว่า เป้าหมายทางเศรษฐกิจมี 3 เรื่อง คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมกันในสังคม และความมีเสถียรภาพ ปัญหาการเท่าเทียมกันต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ถ้ารัฐบาลมาจากโครงสร้างรัฐบาลผสมทำยาก และการลดความเหลื่อมล้ำไม่เกิด กว่า 20 ปีที่ผ่านมาแย่ลง การเมืองมีผลเชื่อมโยงกัน ถ้ารัฐบาลมีเสถียรภาพจะช่วยให้นโยบายต่างๆ มีความต่อเนื่อง

 "มนตรี"  กล่าวว่า ประเทศประกอบด้วย 3 ส่วน คือ สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เหมือนจาน 3 ใบซ้อนกัน ถ้าจะอยู่ได้ทั้ง 3 ใบต้องซ้อนกันพอดี ถ้าจะปรับอย่างใดอย่างหนึ่งต้องดูว่าควรจะปรับส่วนไหนก่อน สิ่งที่ปรับยากสุดก็เปรียบเหมือนจานใบล่างคือสังคม ควรจะให้อยู่เฉยๆ ก่อน แล้วเลื่อนจานใบที่สองให้ตรงกับจานใบล่าง และเลื่อนใบที่สามให้ตรงกับสองใบข้างล่าง หมายถึงต้องเลื่อนการเมืองและเศรษฐกิจให้มาสอดรับกับสังคมในขณะนี้ ขณะนี้เราไปให้น้ำหนักการเมืองมากเกินไป

สมถวิล เทพสวัสดิ์