
หรูหลักหมื่น
มีใครคิดหรือรู้สึกเหมือนกันมั้ยคะว่า แทนที่เดือนธันวาคมของปีนี้ จะเป็นเดือนที่ชิลที่สุด เพื่อรอรับเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน กลับกลายเป็นเดือนที่ร้อนแรงที่สุดในหลายๆ อย่าง
เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องของดิฉันคนหนึ่ง เคยถามว่า “นี่เราอยู่ในเดือนธันวาคมหรือมีนาคมกันแน่”
ด้วยเหตุที่อุณหภูมิยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้เราสัมผัสได้ถึงอากาศที่หนาวเย็น (เหมือนที่กรมอุตุนิยมวิทยา อุตส่าห์ประกาศเตือนไว้ก่อนหน้านี้) หรือด้วยเหตุที่การงานยังอยู่เต็มโต๊ะ ตารางนัดหมายงานยังแน่นเอี้ยด ทำให้อารมณ์ “ชิล ชิล” ยังเดินทางมาไม่ถึง ก็มิอาจทราบ
แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ ปลายปีนี้แตกต่างจากหลายๆ ปี โดยเฉพาะเมื่อวัดจากกิจกรรมด้านการลงทุนที่เกิดขึ้น เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่า ปลายปีแบบนี้ สิ่งเดียวที่คนสนใจเข้าไปลงทุน หนีไม่พ้นการลงทุนในกองทุนรวมที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ดังนั้น กองทุนรวมประเภทอื่นๆ จึงหลบหลีกให้พ้นทาง ปล่อยให้ธันวาคมเป็นเรื่องของกองทุนประหยัดภาษีล้วนๆ
แต่ปีนี้ไม่เหมือนทุกปี เพราะปรากฏว่า มีกองทุนจำนวนไม่น้อยที่ขอ “วัด” กับทั้งแอลทีเอฟและอาร์ทีเอฟ แบบไม่หลบ ไม่หลีก สู้กันแบบใครดีใครได้
เท่าที่ประเมินจากท่าที ดิฉันคิดว่า ความคึกคักและหลากหลายของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ก็เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราเสียเวลากับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ทำให้เสียบรรยากาศการลงทุนไปมากโข แค่จะจับจ่ายใช้สอย หาของใช้ ของกิน ในชีวิตประจำวันก็ยังไม่มีอารมณ์ จะเอาสุนทรียะที่ไหนมาจับจ่ายในกองทุนรวม นั่นทำให้ต้องมากระตุ้นกันปลายปีแบบนี้แหละค่ะ
“กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี” หรือ DTCPF ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่กินดีหมีดีเสือมาขายแข่งกับแอลทีเอฟและอาร์ทีเอฟในช่วงปลายปีแบบนี้ค่ะ
แข่งได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้ แต่มีข่าวมาแล้วว่า กองทุนขนาด 4,094 ล้านบาทกองนี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันที่ส่งคำสั่งจองซื้อเข้ามาล้นทะลักเกินกว่าจำนวนที่จัดสรรไว้ให้ถึงกว่า 2 เท่า ขณะที่ส่วนของประชาชนทั่วไปที่เป็นนักลงทุนรายย่อยนั้น ยังสามารถจองซื้อได้ถึงวันที่ 17 ธันวาคมนี้
คุณสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทุน บอกว่า สินทรัพย์ปลายทางที่กองทุนนี้จะเข้าไปลงทุน คือ 3 โรงแรมหรูในเครือดุสิตธานี ได้แก่ โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต โรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ และโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน
แต่ใน 3 โรงแรมนั้น รูปแบบก็แตกต่างกันนะคะ เพราะ 2 แห่งแรกจะเป็นการซื้อกิจการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่เรียกว่า “Freehold” ส่วนดุสิตธานี หัวหิน นั้น จะเป็นการลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาว 30 ปี หรือที่เรียกว่า “Leasehold”
เท่าที่จำได้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะไม่ได้ผสมผสานการลงทุนทั้ง 2 แบบ โดยจะเลือกแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งรูปแบบการลงทุนแบบซื้อขาดหรือลงทุนในสิทธิการเช่า จะมีผลกับการคำนวณผลตอบแทนค่ะ เนื่องจากว่า กองทุนแบบซื้อขาดหรือ Freehold อยู่ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน ทำให้ผลตอบแทนในแต่ละปีจะต่ำกว่าแบบลงทุนในสิทธิการเช่า ซึ่งสุดท้ายทรัพย์สินไม่ได้ตกเป็นของกองทุน
ประมาณกันว่า ถ้าเป็น Freehold ผลตอบแทนจะอยู่ในราว 7% ต่อปี และถ้าเป็น Leasehold ผลตอบแทนจะอยู่ประมาณ 9% ต่อปี ดังนั้น เมื่อกองทุนอสังหาฯดุสิตธานี ผสมผสานการลงทุนทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน ผลตอบแทนที่กะเก็งกันไว้ จึงไม่น่าจะต่ำกว่า 7% ต่อปีค่ะ
จุดนี้เป็นจุดที่เป็นความน่าสนใจที่มากขึ้นของกองทุนนี้ เพราะนอกจากผลตอบแทนจะผสมผสานระหว่าง Freehold และ Leasehold แล้ว การกระจายการลงทุนไปโรงแรมหรูใน 3 ภูมิภาค ทั้งภูเก็ต หัวหิน และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีโอกาสในการเติบโต ทำให้เกิดการลงทุนที่หลากหลาย
ด้วยผลตอบแทนหรูๆ ในระดับมากกว่า 7% ต่อปี กับโอกาสในการเติบโตของธุรกิจโรงแรมในเมืองท่องเที่ยว ด้วยขนาดเงินลงทุนเริ่มต้นแค่ 1 หมื่นบาท กับการเป็นเจ้าของโรงแรมมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท คงทำให้มีคนสนใจจำนวนไม่น้อย
แต่ใครจะเหมาะกับกองทุนประเภทนี้ และกองทุนประเภทนี้เหมาะหรือไม่กับภาวะแบบนี้ คุณมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บอกว่า นาทีนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์
“โดยธรรมชาติแล้ว รายได้ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตตามอัตราเงินเฟ้อ จึงเป็นการลงทุนที่มีส่วนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ด้วย ซึ่งแม้ว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมาดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก และการปรับขึ้นก็เป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น แนวโน้มผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากจึงยังไม่น่าจะสูงกว่าระดับปัจจุบันมากนัก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดี ปกป้องความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ และโดยทั่วไปมักจะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นสามัญ”
ลองใช้เงินหลักหมื่น ลงทุนเป็นเจ้าของโรงแรมหรูๆ กันสักตั้งค่ะ
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



