
"มาร์ค"แนะ"ตู่"นำผลสอบยื่นญี่ปุ่นควรให้ครบ
"อภิสิทธิ์"แนะ"จตุพร" ถ้านำผลสอบดีเอสไอไปยื่นสถานทูตญี่ปุ่นควรให้ครบ ระบุ มีการชี้แจงกรณีสื่อรอยเตอร์เสียชีวิตต่อสถานทูตเป็นระยะ ด้าน"ธาริต" ยันรักษาความลับสำนวนสอบสวน แจงประสานข้อมูลตรงสถานทูตญี่ปุ่น
(11ธ.ค.) เวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังบันทึกเทปรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง11ถึงกรณีช่างภาพชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ถูกยิงเสียชีวิตในช่วงของการชุมนุมว่า รอยเตอร์ก็มาสัมภาษณ์ตน ซึ่งขณะนี้ต้องเรียนว่ากรณีของรอยตอร์ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เขาจะให้ข้อมูลกับทางสถานทูตเป็นระยะอยู่แล้วเพราะทราบว่าเป็นที่สนใจ และรอยเตอร์ก็ต้องการเห็นความคืบหน้า ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอทำสำนวนเสร็จแล้วจะต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาล ดังนั้นในส่วนของสตช.ก็จะดำเนินการไป
“ผมคิดว่าก็อยู่เท่านี้ครับ เพียงแต่ว่าเขาก็อ้างว่ามันมีการอ้างถึงเอกสารที่รั่วไหลออกมาอะไรต่างๆเขาก็ทราบว่ามันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ทุกอย่างก็เป็นไปตามความเป็นจริงและตามกระบวนการครับคงไม่มีปัญหาอะไร”นายกรัฐมนตรี กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการมีการระบุว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ นายกฯ กล่าวว่า เขาใช้คำว่า “อาจจะเป็น” ก็ต้องไปไต่สวนตามกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรสับสนเลย เพราะโดยหลักหน่วยงานเขาชี้แจงผ่านทางสถานทูตอยู่แล้วว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ส่วนกรณีที่อาจจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องเข้าสู่กระบวนการการไต่สวนของศาล ส่วนจะต้องมีการตรวจสอบหรือไม่เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ความจริงก็เป็นปัญหาระดับโลกไปแล้วในเรื่องของความรั่วไหลของเอกสารต่างๆ”
ผู้สื่อข่าวถามว่าพอใจหรือยังในความรวดเร็วในเรื่องของกระบวนการ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆแล้วคิดว่าทุกคนคงจะเร่งรัดอยู่ แต่ว่ามันไม่ง่าย ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.จะนำผลสอบที่รั่วออกมาไปยื่นที่สถานทูตญี่ปุนนั้น นายกฯ กล่าวว่า ที่จริงในส่วนของรายงานถ้าจะนำไปยื่นก็ควรนำไปยื่นให้ครบถ้วน แต่ในส่วนของขั้นตอนและความเหมาะสมทางหน่วยงานเขาจะพิจารณาอีกที
“ผมคิดว่ารอยเตอร์เข้าใจ เพราะเมื่อวานที่เขาถามผมเขาก็บอกเองว่ามันเป็นเพียงบางส่วน ก็ธรรมดาทุกคนก็อยากให้คืบหน้าเร็วและเราก็พยายามเร่งรัดกันอยู่”นายกฯ กล่าว
ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI) กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้เปิดเผยผลการตรวจพิสูจน์การเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น ที่ถูกยิงบนถนนดินสอระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจที่จะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดในสำนวนการสอบสวนต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่จะมีคำสั่งพิเศษมาจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ประสานข้อมูลตรงกับสถานทูตญี่ปุ่น มีการเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าการสอบสวนในส่วนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อรูปคดีให้กับเจ้าหน้าที่สถานทูต โดยเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นมีความพอใจต่อผลการสอบสวน
ส่วนกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศเรียกร้องคงเป็นการดำเนินการในฐานะต้นสังกัดของนายฮิโรยูกิ ซึ่งดีเอสไอไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดในสำนวนการสอบสวนไม่สามารถกระทำได้ ตามหลักสากลไม่มีประเทศใดนำผลการสอบสวนออกมาเปิดเผย เพราะไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินคดีเอาผิดกับผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายต่อพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์ที่เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนอีกด้วย
“ ข้อเรียกร้องที่ให้เปิดเผยความลับในสำนวนการสอบสวนคงกระทำไม่ได้ และคงไม่มีประเทศใด ๆ ยอมเปิดเผยรายละเอียดในสำนวนการสอบสวน สิ่งที่สามารถเปิดเผยได้คงเป็นเพียงรายงานสรุปผลการสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่ทหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายทำความเข้าใจกันถึงเหตุและผลต่าง ๆ ในเรื่องความปลอดภัยของพยาน และความลับของสำนวน ” อธิบดีดีเอสไอกล่าว
นายธาริต กล่าวอีกว่า ตนได้กำชับไปยังพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต 89 ศพจากเหตุการณ์ชุมนุมก่อความไม่สงบ ให้สรุปผลการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของศพอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การนัดชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกๆวันที่ 10 ของเดือน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และทุกๆวันที่ 19 ของเดือนบริเวณแยกราชประสงค์
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอได้ส่งสำนวนการเสียชีวิต 13 ศพ ให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บ.ชน.) ส่งต่อให้พนักงานสอบสวนท้องที่ที่เกิดเหตุตรวจสอบด้วยการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย เนื่องจากมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต โดยเฉพาะการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ผู้สื่อข่าวสัญชาติญี่ปุ่นผู้เสียชีวิตบริเวณถนนดินสอ และการเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม 3 ศพ ได้แก่ นายรพ สุขสถิต นางมงคล เข็มทอง และนายสุวัน ศรีรักษา ซึ่ง ผลการตรวจพิสูจน์บาดแผลกระสุนปืน วิถีถูกยิงเข้าจากบนลงล่าง คือถูกยิงจากที่สูง นอกจากนี้ในการตรวจที่เกิดเหตุระหว่างดีเอสไอกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์หลังเกิดเหตุนาน 2 เดือน ยังพบปลอกกระสุน 2 ปลอกและกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 นัด ขณะที่ฝ่ายทหารก็ยอมรับว่ามีการส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธปืนเข้าไปประจำจุดดูแลบริเวณรางรถไฟฟ้าจำนวน 8 นาย
นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ปธ.คณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา กล่าวกรณีสำนักข่าวรอยเตอร์กดดันให้รัฐบาลแถลงผลการสอบสวนเหตุพลเรือนเสียชีวิตในการสลายการชุมนุมที่ผ่านมาหลังจากเห็นรายงานผลสอบสวนเบื้องต้นกรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามและกรณีนายฮิโระ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ น่าจะถูกทหารที่ปฏิบัติการอยู่ในเวลานั้นสังหาร ว่า คณะกรรมการฯมีข้อมูลทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งพยานบุคคลจำนวนมากคลิปวีดีโอซึ่งเป็นข้อ มูลที่ลึกกว่าที่ปรากฏตามข่าวในสื่อทั่วไป แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะถ้าจะให้มีผลทางกฎหมายต้องไปตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)
จึงขอเรียกร้องให้ดีเอสไอ นำข้อมูลทุกส่วนมารวมในสำนวนเพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงในเชิงลึก อย่าตัดข้อมูลบางส่วนออกไป เพราะเท่าที่ทราบดีเอสไอยังไม่ได้รวบพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบเข้ามา จึงขาดความสมบูรณ์ และในส่วนวุฒิสภา ก็คงจะเชิญดีเอสไอมาชี้แจงเพื่อติดตามตรวจสอบการทำงานอยู่เรื่อยๆว่า มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ และขณะนี้คณะกรรมการฯกำลังสรุปรายงานเบื้องต้นอยู่ คาดว่าเร็วๆนี้จะเผยแพร่ต่อสาธารณะได้
ต่อข้อถามว่า ข้อมูลที่คณะกรรมการฯไปทางเดียวกับที่สำนักข่าวรอยเตอร์เห็นหรือไม่ นายจิตติพจน์ กล่าวว่า เป็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งสรุปโดยรวมว่ามีความน่าสงสัยชัดเจนว่ากรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามและช่างภาพชาวญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีพยานหลักฐานชัดเจนที่จะมีผลทางกฎหมาย ต้องให้ดีเอสไอทำสำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อัครราชทูตฝ่ายการเมืองญี่ปุ่นประจำประเทศไทยที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ก็ติดตามข้อมูลจากคณะกรรมการฯมาตลอด และมีการแสดงความรู้สึกว่า อยากให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของช่างภาพญี่ปุ่น ต้องเป็นไปตามกระบวนการกฎหมายจริงจังมากกว่านี้โดยไม่มีการปกปิดเพื่อช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นก็มีข้อมูลมากพอสมควร มากกว่าที่อีเอสไอคิดว่าเขามี



