
เด็ก2ขวบถูกพี่เลี้ยงทำร้ายลำไส้ฉีกอาการดีขึ้น
ปวีณารุดเยี่ยมอาการเด็กชายวัย 2 ขวบเศษที่รพ.เด็กหลังถูกพี่เลี้ยงทำร้ายจนตับแตก ลำไส้ฉีก แพทย์ระบุอาการดีขึ้นแต่ต้องอยู่ห้องไอซียูดูใกล้ชิด ย้ำต้องให้จิตแพทย์ร่วมดูแล ขณะที่ตำรวจจ่อเรียกคนในบ้านพี่เลี้ยงสอบหาตัวผู้ก่อเหตุมารับโทษ
(10ธ.ค.) สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) เวลา 13.00 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมพ.ต.ท.ปณิธาร บุรถาวร รองผกก.สส.สภ.เมืองปทุมธานี เดินทางเข้าเยี่ยมอาการด.ช.กีรติ หรือน้องกัน ศรีตะโกเศศ อายุ 2 ขวบ 4 เดือน ที่พักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก ตึกศัลยกรรมชั้น 7 หลังจากถูกพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องผ่าตัดช่องท้องถึง 2 รอบ โดยมีนายเขมชาติ ศีตะโกเศศ อายุ 35 ปี ผู้เป็นพ่อคอยดูแลอาการอยู่ไม่ห่าง
นายเขมชาติ เปิดเผยว่า ตนกับภรรยาทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่สำนักงานที่ดิน จ.ปทุมธานี ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นของทุกวัน ในช่วงเวลากลางวันจึงต้องนำลูกชายไปฝากให้ นางโอ๋ ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุล อายุประมาณ 35 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างไปประมาณ 500 เมตร ให้ช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่ลูกชายอายุได้ประมาณ 1 ขวบ โดยให้ค่าจ้างเลี้ยงวันละ 100 บาท กระทั่งวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นางโอ๋ ได้โทรศัพท์มาบอกตนว่า ลูกชายไม่สบาย ตนจึงให้แม่ของตนไปรับน้องกันแล้วพาไปพบแพทย์ที่สถานีอนามัยเพื่อตรวจรักษา แต่ทางอนามัยเห็นว่าอาการของน้องกันไม่สู้ดีนัก เนื่องจากมีไข้ขึ้นสูง และท้องแข็ง จึงได้ส่งตัวไปตรวจยังโรงพยาบาลปทุมธานี ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ได้ทำการเอ็กซเรย์จนพบว่าลูกชาย มีลมในช่องท้อง ลำไส้รั่ว ต้องทำการผ่าตัดด่วน ก่อนที่ทางโรงพยาบาลจะส่งตัวลูกชายตนมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลเด็กทันที
นายเขมชาติ กล่าวว่า หลังจากรับตัวมารักษาทางโรงพยาบาลเด็กทำการผ่าตัดแล้วก็พบว่า ลูกชายมีอาการเลือดออกในช่องท้อง และลำไส้ฉีกขาด ตับแตกทำให้เสียเลือดมาก หลังจากผ่าตัดรอบแรกได้ประมาณ 10 ชั่วโมง แพทย์ก็ได้ทำการผ่าตัดครั้งที่ 2 ก็พบว่าตับอ่อนแตก ลำไส้และกระเพาะอาหารฉีกขาด เบื้องต้นแพทย์แจ้งให้ทราบว่า ลูกชายถูกอัดกระแทกอย่างแรงบริเวณช่วงท้อง ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งหลังเกิดเหตุตนได้สอบถาม นางโอ๋ ผู้เป็นพี่เลี้ยงแล้วว่าลูกชายตนได้รับบาดเจ็บรุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร แต่นางโอ๋ ก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็นใดๆทั้งสิ้น
"ตอนแรกนางโอ๋ ก็มาเยี่ยมลูกผมที่โรงพยาบาลด้วย ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาถูกทำร้ายหรือเปล่า แต่เขากลับไปถามหมอว่าเด็กกินเป๊ปซี่เข้าไปจะทำให้กระเพาะฉีกได้หรือไม่ ก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าถูกทำร้ายแน่นอนแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นใคร เพราะที่บ้านของเขานั้นยังมีสามี กับพี่ชายของสามีนางโอ๋พักอยู่ด้วยอีก 2 คน อีกทั้งหลังจากนั้นนางโอ๋ ก็โทรศัพท์มาหาผมพยายามขอไกล่เกลี่ยไม่ให้ผมไปแจ้งความ หรือลงบันทึกประจำวันเอาความเขา ผมเลยมั่นใจว่าลูกผมถูกเขาทำร้ายแน่นอน จึงไปแจ้งความบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.เมืองปทุมธานี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา" นายเขมชาติ กล่าว
นายเขมชาติ กล่าวอีกว่า ที่ตนนำลูกไปฝากนางโอ๋เลี้ยงเพราะตนเห็นว่านางโอ๋ เป็นคนใจดีรักเด็ก เลยไว้ใจเอาน้องกันไปฝากให้เลี้ยง ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษที่ให้นางโอ๋ ช่วยเลี้ยงลูกให้ก็ไม่เคยเรื่องแบบนี้ขึ้น และตนก็ไม่เคยมีเรื่องราวบาดหมางหรือทะเลาะกับนางโอ๋แต่อย่างใด นอกจากนี้หลังผ่าตัดลูกชายตนยังไม่ยอมพูดเลย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เป็นเด็กร่าเริง พูดเก่ง คุยได้ทั้งวัน อีกทั้งคดียังไม่คืบหน้า เมื่อวานนี้ (9 ธ.ค.) ตนจึงตัดสินใจเข้าร้องทุกข์กับนางปวีณาให้ช่วยประสานตำรวจหาตัวคนที่ลงมือทำร้ายกับลูกชายมาดำเนินคดีให้ได้
ด้าน พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า ตอนที่รับตัวเด็กเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลครั้งแรกนั้นพบว่า หน้าท้องมีอาการอักเสบรุนแรงต้องผ่าตัดด่วน ซึ่งหลังผ่าตัดแล้วก็พบว่ามีเลือดออกในเส้นทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้มีรอยฉีกขาด ตับอ่อนมีรอยบอบช้ำมาก ต้องรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูนานพอสมควร ขณะนี้อาการดีขึ้นแล้ว แต่แพทย์ยังไม่อนุญาตให้กลับบ้าน ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสักพัก โดยให้จิตแพทย์กับนักสังคมสงเคราะห์คอยดูแลเรื่องสภาพจิตใจด้วย ส่วนเรื่องที่เด็กยังไม่พูดนั้น อาจจะต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะ
ขณะที่ พ.ต.ท.ปณิธาร กล่าวว่า หลังจากนี้จะเรียกตัวนายเขมชาติ พ่อของเด็กไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นก็จะเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูเด็กทั้งหมดมาสอบปากคำ หากพบว่าใครเป็นผู้ลงมือทำร้ายเด็กก็จะดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ แต่หากแพทย์ระบุว่า เด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็จะเปลี่ยนทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่า



