
'อภิสิทธิ์'เล็งขึ้นเงินเดือนส.ส.ชุดหน้า
"อภิสิทธิ์"หนุนตรวจสอบอบต.รวยผิดปกติก่อนขึ้นเงินเดือน ชี้ ขึ้น 9% เยอะไป ยัน มท. ต้องแจงตัวเลขที่มาแหล่งเงินให้ได้ แจง อบต.ขึ้น สก.สข. สจ.เทศบาล ขึ้นด้วย ลั่นอำนาจสุดท้าย ครม.เป็นผู้เคาะ แย้มกำลังเล็งหาช่องขึ้นเงินเดือนให้ประธาน-ส.ส. อ้างมีผลชุดหน้า หวังใ
(10ธ.ค.) เวลา 14.15 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาถึงการตรึงรา คาสินค้าภายหลังคณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับค่าแรงขั้นต่ำในปีหน้า 8-17 บาท ทั่วประเทศในปี 2554 ว่า กระทรวงพาณิชย์จะรายงานให้ตนทราบในสัปดาห์หน้าหรืออาจจะเป็นสัปดาห์ต่อไป เพราะว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงที่เราขอความร่วมมือให้ตรึงราคาสินค้าอยู่ แต่ทั้งนี้มีการร้องเรียนเข้ามาบ้างกรณีของน้ำมันพืชและน้ำมันปาล์ม ส่วนจังหวัดที่ค่าแรงขึ้นไม่ถึง 10 บาทตามที่รัฐบาลประกาศนั้นโดยหลักของการคำนวณที่มีความแตกต่างกันเป็นรายจังหวัดที่ใช้อยู่ขณะนี้เป็นหลักค่าครองชีพในจังหวัดนั้นๆ ที่ต้องมีความสอดคล้องอยู่ในตัว แต่ทั้งนี้มติคณะกรรมการค่าจ้างทั้งหมดต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปีที่แล้วเมื่อนำมติของคณะกรรมการค่าจ้างเข้าครม.ไปแล้ว ครม.ก็มีข้อสังเกตแล้วก็มีการปรับ
เมื่อถามว่าในการปรับค่าแรงและขึ้นเดือนข้าราชการจะทำให้ภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็อาจจะมีแรงกดดันบ้าง ก็เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องดูแล ทั้งนี้ตนคิดว่าเรามองในแง่ของคนที่รายได้ประจำซึ่งเป็นความเหมาะสมว่าเขาจะได้รับการขึ้นเงินเดือน ค่าตอบแทนต่างๆให้สอดคล้องกันทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ
เมื่อถามว่ายังมีกลุ่มอาชีพไหนที่ยังดูแลไม่ถึง นอกเหนือจากแรงงานและแรงงานนอกระบบแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจะพยายามดูแลทุกอาชีพให้ทั่วถึงให้หมด เพราะก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเศรษฐกิจขยายตัวแล้วคนยังมีความรู้สึกว่าเป็นปัญหาอยู่สำหรับแต่ละคน ซึ่งตนเคยชี้แจงชัดเจนว่าคนที่มีปัญหาคือคนที่มีรายได้ประจำ ซึ่งรายได้ถูกตรึงอยู่ ดังนั้นต้องปล่อยให้รายได้ปรับขึ้นไป ส่วนค่าใช้จ่ายค่าครองชีพประเด็นหลักที่กำลังไล่ดูก็เพื่อลดภาระตรงนี้ และการที่กองทุนน้ำมันปรับลดลงไปก็เป็นการสนองแนวคิดนี้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าในส่วนของพนักงานราชการเขาน้อยใจที่ขึ้นเงินเดือนให้แต่ข้าราชการจะพิจารณาอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่หรอก ขณะนี้จะมีการดำเนินการทำตัวพระราชกฤษฎีกาหรือตัวประกาศของแต่ละกลุ่มต่างๆจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.เร็วๆนี้เพราะมันต้องไปทั้งระบบ
“ผมก็กังวลเรื่องเดียว พอไปทั้งระบบมันก็จะมาเกี่ยวกับนักการเมืองด้วย ซึ่งผมกำลังหาทางออกอยู่ ก็พยายามหาทางออกเช่นว่าไม่ขึ้นให้นักการเมืองชุดนี้ แต่จะขึ้นให้ชุดต่อไป เพื่อให้ระบบมันยึดโยงกันได้ แต่ว่ามันไม่ใช่เพื่อตัวเองนะครับ” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ถ้าขึ้น อัตราไหนจะเหมาะสมกับการทำงานของนักการเมือง นายกฯ กล่าวว่า เขาจะมีตัวยึดอยู่ ยกตัวอย่างเช่นที่ผ่านมาประธานศาลฎีกา กับนายกรัฐมนตรี และประธานสภา จะได้อัตราเดียวกันและจะปรับลดหลั่นกันมา แต่รูปแบบของกฎหมายในปัจจุบันเวลาปรับเงินเดือนของข้าราชการนั้น ประธานศาลฎีกาและนายกฯ ก็จะไปโดยอัตโนมัติแต่ประธานสภาจะไม่ไปด้วย อันนี้คือปัญหาที่ต้องแก้ไขกันอยู่ เมื่อถามว่าแต่การทำหน้าที่ของประธานสภาและส.ส.ในสภาคุ้มค่ากับเงินเดือนเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการทำงานหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนจึงพยายามหาทางออกให้ว่าน่าจะเป็นเรื่องของระบบ คือถ้าเราจะไปบอกว่าประมุขฝ่ายนิติบัญญัติเงินเดือนจะน้อยกว่าฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการมันก็คงตอบยาก แต่ถ้าหากเราบอกว่าจะกลายเป็นการขึ้นเงินเดือนให้กับชุดของตัวเอง เราก็อาจจะบอกว่าให้ขึ้นกับชุดต่อไปดีกว่า
“ก็จะไม่ปรับขึ้นเงินเดือนแค่ประธานสภาแต่ต้องขึ้นให้ส.ส.ด้วย เพราะมันยึดโยงกัน แต่ว่าเราจะไปบอกได้ยังไงว่าสภาแต่ละชุดจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็เป็นเรื่องของการให้ขึ้นกับตัวเองในปัจจุบันก็ทำมาตราหรือบทเฉพาะกาลเอาไว้ว่าไม่ให้ขึ้นตอนนี้แต่ให้ขึ้นหลังเลือกตั้ง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าก็แสดงว่าจะทำให้ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวอธิบายว่า ก็ทำในชุดนี้เพื่อให้มีผลในชุดหน้าไม่เช่นนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้เสียที ทั้งนี้เวลาที่ตนขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการตามกฎหมายนั้นตัวของประธานศาลฎีกาและข้าราชการการเมืองฝ่ายบริหารก็จะขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมาย ตนจึงมีปัญหาในเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องแก้ให้ได้ว่าจะทำกันยังไงช“ถ้าเราไปบอกว่าให้รอไปทำชุดหน้า ชุดหน้าเขาทำ แล้วพอเขาจะขึ้นเงินเดือนตัวเองเขาก็ถูกตำหนิ”
เมื่อถามว่าขึ้นเงินเดือนแล้วสภายังจะล่มอีกหรือ มีหลักประกันอะไรที่จะบอกว่าสภาจะไม่ล่มอีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้อนว่า “ก็ยังไม่ขึ้นนี่ครับ ก็ต้องเป็นเรื่องของสภาหน้าสิครับ เราจะไปตอบล่วงหน้าได้ยังไง และประชาชนก็คงต้องเลือกส.ส.ที่ไม่ทำให้สภาล่มสิครับ”
เมื่อถามว่ารู้สึกยังไงกับคำพูดที่ว่าส.ส.ทำงานไม่คุ้มกับเงินเดือน นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าไปพูดทั่วไปไม่ได้เพราะส.ส.หลายคนก็ทำงานหนัก แต่อย่างไรก็ตามสภาก็ไม่ได้ล่มทุกครั้งและการล่มต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เป็นการล่มโดยธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาว่าขณะนี้ฝ่ายค้านเขามีแนวทางว่าเขาไม่ยอมแสดงตน เขานั่งอยู่แต่เขาไม่กดบัตร แต่คนที่เขาอยู่ก็มีอีกตั้ง 200 คน ซึ่งต้องไปถามฝ่ายที่เขาไม่กดบัตร
เมื่อถามถึงอัตราที่เหมาะสมในการขึ้นเงินเดือนนักการเมืองจะต้องขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ต้องสอดคล้องกับข้าราชการ แต่ปัญหาของนักการเมืองนั้นไม่ได้ปรับขึ้นมาตามอัตราที่ข้าราชการขึ้น 2 รอบแล้ว ซึ่งตนต้องไปดู ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะเป็นว่าช่องว่างระหว่างประธานสภาและส.ส.ก็จะมาก เพราะจุดยึดโยงที่มันมีอยู่คือประธานสภา ประธานศาลฎีกาและนายกฯควรจะได้เท่ากัน เมื่อถามว่าจะถูกกล่าวหาว่าหาเสียงกับประชาชนแล้วยังหาเสียงกับนักการเมืองด้วยกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ไม่ใช่ เพราะถ้าทำในลักษณะที่ตนเสนอคือให้มีผลในชุดหน้า ดังนั้นตนยังไม่รู้เลยว่าจะไปหาเสียงกับใครเพราะไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นส.ส.
ส่วนการชึ้นเงินเดือนองค์การบริหารสส่วนตำบล(อบต.)ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยรายงานมาแล้ว ก็กำลังจะเข้าครม. ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยอ้างช่องว่างระหว่างเทศบาลกับอบต.ในปัจจุบัน ซึ่งตนก็บอกว่ายังไม่ได้ทำข้อสรุปภาระเรื่องงบประมาณเข้ามาในแง่ของแหล่งเงินและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ก็ขอให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อถามว่าจะมีการขึ้นในส่วนของอบต.แน่นอนในวันที่ 1 ม.ค. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็จะให้เสนอเข้ามาในครม. ส่วนที่นายชวรัตน์ ชาญนุกูล รมว.มหาดไทยระบุว่าอำนาจในการขึ้นเงินเดือนเป็นของกระทรวงมหาดไทยนั้นจริงแล้วอยากจะอธิบายว่าแนวปฏิบัติที่ผ่านมาบางเรื่อง อย่างเช่นกรณีของกฎกระทรวงก็เป็นอำนาจของรัฐมนตรีได้ แต่อะไรที่มันมีผลกระทบในวงกว้างในเชิงระบบก็จะเอาเข้าครม.
“ครม.ก็อาจจะทบทวนได้หรือไม่ได้ก็สุดแล้วแต่ แต่ผมให้เสนอเข้ามาให้ครม.ได้ร่วมกันเห็นข้อมูลทั้งหมดและถ้ามีความจำเป็นทั้งหมดในการตัดสินใจอะไรก็ตัดสินใจได้ ซึ่งผมคิดว่าอำนาจสุดท้ายเป็นอำนาจของครม.”นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าถ้าจะขึ้นให้กับอบต.จะขึ้นในอัตราเท่าใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอบยากเพราะมีความหลากหลาย แต่ทั้งนี้เขาดูจากเงินเดือนของอบต.ที่ดูเกณฑ์รายได้ แล้วเทียบเคียงกับเงินเดือนของเทศบาลตามเกณฑ์รายได้นั้น ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเขาก็ยืนยันและส่งตัวเลขมาที่มีหลายตัวเลขซึ่งตนกำลังดูรายละเอียดอยู่
“เขาบอกว่าตัวเลขภาพรวมเงินเดือนที่ขึ้นคือร้อยละ 9 แต่ผมกำลังไปแกะตัวเลขอยู่ครับ เพราะตัวเลขมันเยอะครับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่ามีการมองว่าเรื่องขึ้นเงินเดือนอบต.เป็นการแลกกับบัตรสมาร์ทการ์ด และการขึ้นเงินเดือนสก.และสข. นายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีอะไรแลก ทั้งนี้ในส่วนของสก.และสข.เคยมีข้อเสนอให้ขึ้นเงินเดือน และตอนนั้นครม.บอกว่าถ้าขึ้นเงินเดือนสก.และสข.เดี๋ยวจะกระทบว่าทำไมเทศบาล อบต.ไม่ได้ขึ้นด้วย ฉะนั้นเมื่อมีข่าวว่าขณะนี้ไปขึ้นให้อบต. ครม.จึงถามว่าถ้าไปขึ้นให้อบต.แล้ว จะดูให้สก. สข. สจ.และเทศบาลต่างๆหรือยัง เท่านั้นเองไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการแลกเลย เพราะนี่คือหลักการว่าเราต้องยึดโยงทั้งหมด
เมื่อถามว่าถ้าขึ้นอบต.ก็แสดงว่าสก.สข. ก็จะได้ขึ้นด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะต้องดูตัวเลขทั้งหมดมาดูก่อนว่าเดิมยึดโยงอย่างไร และเมื่อขึ้นไปแล้วจะเกิดความเหลื่อมในแง่ของระบบหรือไม่เพราะฉะนั้นของอย่างนี้จะตอบได้ต้องนำตัวเลขมาดู เมื่อถามว่าการที่กระทรวงมหาดไทยจะขึ้นเงินเดือนอบต.นั้นจะต้องไปดูเรื่องความร่ำรวยผิดปกติของอบต.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “จริงๆแล้วเราก็อยากให้มีการตรวจสอบทั้งหมด”



