
ขึ้นค่าจ้างปี54อัตรา8-17บาทภูเก็ต17บาท
บอร์ดค่าจ้างเคาะขึ้นค่าจ้างปี 54 อัตรา 8-17 บาท ภูเก็ตปรับสูงสุด 17 บาท เหตุเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ด้านสภาอุตฯ ติงรัฐปรับขึ้นมากไป ชี้ไม่น่าเกิน 8 บาท เตรียมเสนอความเห็นถึงรัฐบาล ก่อนประกาศใช้ ม.ค.54
ในที่สุดคณะกรรมการค่าจ้างก็ได้ข้อสรุปการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 โดยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 18 เพื่อพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2554 แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2554 ทั่วประเทศในอัตรา 8-17 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 โดยจังหวัดที่มีการปรับค่าจ้างต่ำสุด 8 บาท มี 7 จังหวัด และจังหวัดที่ปรับค่าจ้างขึ้นสูงสุดคือ 17 บาท ได้แก่ ภูเก็ต เนื่องจากเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีค่าครองชีพสูง เดิมอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอปรับขึ้น 11 บาท แต่บอร์ดค่าจ้างกลางได้บวกค่าคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจอีก 6 บาท ขณะที่กรุงเทพมหานครปรับขึ้น 9 บาท
การพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะดูจากตัวเลขค่าจ้างที่แต่ละจังหวัดเสนอมาเป็นหลัก พร้อมกับดูในเรื่องภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง รวมทั้งพิจารณาถึงการจ่ายชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าขั้นต่ำตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ส่วนต่างของค่าจ้างบางจังหวัดสูงถึง 70-80 บาท ดังนั้น การพิจารณาปรับครั้งนี้ จึงดูเป็นรายภาคเรียงกัน อย่างไรก็ตาม การจ่ายชดเชยในส่วนของค่าจ้างที่มีส่วนต่างไม่สามารถปรับในครั้งเดียวได้ เพราะจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและนายจ้าง จึงต้องดำเนินการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใน 5 ปี
"การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรอบนี้ เพื่อต้องการรักษาอำนาจการซื้อของผู้ใช้แรงงาน ตลอดจนพัฒนาฝีมือแรงงานที่เริ่มเข้าทำงานใหม่ ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในแต่ละวันอย่างมีคุณภาพ" นายสมเกียรติ กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมมีลูกจ้างที่จะได้รับการปรับค่าจ้างครั้งนี้จำนวน 2 ล้านคน เป็นเม็ดเงิน 6,918 ล้านบาท เมื่อรวมกับแรงงานต่างด้าวอีกประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราใหม่ เป็นเงิน 7,700 ล้านบาท เมื่อรวมแล้วจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้น 14,900 ล้านบาท” นายสมเกียรติ กล่าว
นายปัณณพงษ์ อิทธิ์อรรถนนท์ กรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี มักจะมีข้อถกเถียงกันมาก แต่ปีนี้เป็นปีที่การขึ้นค่าจ้างไม่เกินความคาดหมาย เพราะมีการพูดคุยมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ตัวเลขที่ปรับขึ้นอยู่ในอัตราประมาณนี้ อย่างไรก็ตาม ที่มีการพูดกันว่า การขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ ปรับไม่ถึง 250 บาทต่อวัน ตามที่นายกฯ เคยพูดไว้นั้น ในฐานะที่เป็นภาคเอกชนได้บอกว่า อัตราที่ปรับขึ้น 8-17 บาท เป็นตัวเลขที่นายจ้างสามารถจ่ายได้แค่นี้ เต็มที่แล้ว เพราะการขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อนายจ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากค่าจ้างฐานล่างมีการขยับ ก็จะทำให้ค่าจ้างในระดับบนต้องปรับขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้ารัฐบาลเห็นว่ายังไม่มากพอ ส่วนที่เกินก็ให้รัฐบาลเอามาเสริมให้เต็ม ตามที่ประกาศไว้ ให้ถือว่าเป็นสวัสดิการสำหรับผู้ใช้แรงงาน
รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงเช้าที่กระทรวงแรงงาน มีกลุ่มผู้ใช้แรงงานมารวมตัวชุมนุมประมาณกว่า 100 คน เพื่อกดดันให้บอร์ดค่าจ้างในการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10 บาททั่วประเทศ ตามที่องค์กรแรงงานฯ เคยยื่นข้อเรียกร้องไว้ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มารับหนังสือด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากทราบผล นายมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมถือว่าพอใจกับผลที่ออกมา แต่อยากให้คณะกรรมการค่าจ้างกลับไปทบทวนจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นน้อยกว่า 10 บาท ทั้งหมด 31 จังหวัด เพราะค่าคุณภาพชีวิตยังต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก ซึ่งองค์การแรงงานฯ จะยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงให้ปรับขึ้นค่าแรงเพิ่มเติมในจังหวัดเหล่านี้ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 รวมทั้งขอให้ชี้แจงเหตุผลกรณีปรับขึ้นค่าจ้างให้ จ.ภูเก็ต ถึง 17 บาท ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่ได้รับการปรับขึ้นสูงที่สุด
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าการปรับเพิ่มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทำให้ต้นทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น แต่ค่าแรงคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของต้นทุนสินค้า ขณะที่ต้นทุนหลักมาจากวัตถุดิบและพลังงานเป็นหลัก ซึ่งในปี 2554 สศช.คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้นการปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในปีหน้า ที่คาดอยู่ระดับไม่เกินระดับ 3.5%
"เอกชนควรปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพื่อรับมือกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มทักษะของแรงงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หากเอกชนมีการปรับตัวจะทำให้การปรับเพิ่มค่าแรงดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อเอกชนมากนัก" นายอาคม กล่าว
ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยนั้น นายอาคมมองต่างจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันมาจากภาคซับไซด์ โดยเฉพาะสินค้าภาคเกษตร แต่ไม่ได้มาจากความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยโดยดูเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ไม่ได้ดูที่มาว่าเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยใด จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนเอกชน โดยเฉพาะปัจจุบันเอกชนมีการลงทุนและผลิตเก็บไว้ในสต็อกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินค้าเหล่านี้ยังขายไม่ได้ หากปรับดอกเบี้ยโดยไม่ดูจังหวะเวลาจะทำให้ต้นทุนของเอกชนเพิ่มขึ้น
นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 8-17 บาท ถือว่าสูง เมื่อเทียบกับการปรับขึ้นในปีที่ผ่านมา ที่ปรับขึ้น 3-5 บาท ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกลาง หรือไตรภาคี ไม่ได้ปรับขึ้นตามที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอมา โดยภาคเอกชนเห็นว่ามีการปรับขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งถ้ารัฐบาลต้องการบริหารประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการ ไม่ควรผลักภาระการเพิ่มรายได้ของประชาชนมาให้ภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว
นายทวีกิจ กล่าวต่อว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมากเกินไปจะกระทบต่อความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการประเภทเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบมาก อาจทำให้เอสเอ็มอีที่รับภาระต้นทุนค่าแรงเพิ่มไม่ไหวต้องปลดแรงงาน ซึ่ง ส.อ.ท.เห็นว่าการปรับค่าแรงขึ้นต่ำครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ 8 บาท โดย ส.อ.ท.จะหารือกัน เพื่อแสดงความเห็นไปให้ภาครัฐรับทราบก่อนที่จะมีการประกาศใช้ในเดือนมกราคม 2554 ซึ่งจะยืนยันว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ไม่เป็นไปตามกลไกของไตรภาคี เพราะมีแรงกดดันทางการเมืองให้ปรับขึ้นในอัตราสูง
ทั้งนี้ เท่าที่หารือกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ตที่มีการปรับค่าจ้างขึ้นสูงสุด 17 บาท ถือเป็นระดับที่สูงมาก โดยจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบริการและท่องเที่ยวในภูเก็ตมาก เพราะ จ.ภูเก็ต มีฤดูกาลท่องเที่ยวเพียง 3-4 เดือน แต่ต้องดูแลลูกจ้างตลอดทั้ง 12 เดือน ซึ่งคณะอนุกรรมการค่าจ้างของ จ.ภูเก็ต เสนอให้ปรับไม่ถึง 10 บาท แต่ถ้ามีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในระดับ 17 บาท ต่อไปอีก 3 ปี เชื่อว่าจะทำให้เอสเอ็มอีแบกภาระต้นทุนค่าแรงไม่ไหว



