ข่าว

ศอฉ.ชงรบ.เลิกฉุกเฉินกทม.-ปริมณฑล

ศอฉ.ชงรบ.เลิกฉุกเฉินกทม.-ปริมณฑล

09 ธ.ค. 2553

"ศอฉ."ชงรบ.เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน งัดแผนรักษาความสงบรับมือ ตามพ.ร.บ.มั่นคงหมวด 1 ตั้งคกก.ติดตามสถานการณ์ ขู่หากรุนแรงจะประกาศพื้นที่พ.ร.บ.มั่นคงอีก ยันไม่วิตกแดงชุมนุม 10 ธ.ค. เผยคุยแกนแดนแล้ว ด้านดีเอสไอโต้ “จตุพร”แฉเอกสารปลอม ทำปชช.สับสน ยันผลสอบสลายแดงยังไ

(9ธ.ค.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก  เมื่อเวลา 15.00 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุม ศอฉ. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศอฉ.เป็นประธานในการประชุม ว่า   ที่ประชุมมีการหารือในเรื่องสำคัญ 2 เรื่อง คือ เรื่องที่กลุ่มการเมืองนำความไปชี้แจงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมว่า มีทหารเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุมในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

 และเรื่องที่สอง คือ มติ ศอฉ.ที่จะนำเสนอรัฐบาลถึงแนวโน้มของสถานการณ์ และแนวคิดที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งจากการที่ ศอฉ. ได้ติดตามสถานการณ์เห็นว่า สถานการณ์โดยรวมมีทิศทางคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ศอฉ.จึงมีมติที่จะนำเสนอกับรัฐบาลในสัปดาห์หน้าว่า ควรที่จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้ง 4 จังหวัด คือ กทม. ปทุมธานี นนทบุรี และ สมุทรปราการ ส่วนจะตกลงใจจะเป็นอย่างไร จะเลิกหรือไม่เลิกเมื่อไร เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี ศอฉ.เพียงเสนอตามกลไกที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในขณะนี้ โดยจะให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ( 14 ธ.ค.) ส่วนรายละเอียดกรอบเวลาในการยกเลิกคงไม่สามารถเรียนได้ เพราะเดี๋ยวจะไปกดดันนายกรัฐมนตรี ขณะนี้เพียงแต่ ศอฉ.เสนอเป็นแพ็กเก็จไปยังรัฐบาลเท่านั้น ทั้งห้วงเวลาและ แผนงานที่จะรองรับ ส่วนนายกรัฐมนตรีจะตกลงปลงใจอย่างไรก็เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี   ซึ่งหากยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศอฉ. จะปิดตัวลง

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า หากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เราจะมีการบังคับใช้พ.ร.บ.มั่นคงในหมวดที่ 1 ซึ่งเป็นกฎหมายภาคปกติ เพียงแต่จะมีการตั้งคณะกรรมการทำงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มว่า จะมีความรุนแรง เจ้าหน้าที่จะได้มีการบูรณาการร่วมกันทำงานได้สะดวกขึ้น โดยเราจะใช้แผนรักษาความสงบเรียบร้อยของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ตามมาตรา 7 วงเล็บ 2 มารองรับในเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งนี้ทาง กอ.รมน. ได้ทำแผนรักษาความสงบเรียบร้อยรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว โดยยึดโครงสร้างการทำงานของกอ.รมน. โดยทหารจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ส่วนตำรวจจะเป็นผู้ปฏิบัติหลัก แต่หากสถานการณ์แนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นก็สามารถนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงในหมวดที่ 2 มาบังคับใช้ นำเรื่องเสนอเข้า ครม. เพื่อประกาศพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดที่เห็นว่า สถานการณ์มีความรุนแรงกำหนดเป็นพื้นที่พ.ร.บ.มั่นคง โดยกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือ เทศกิจ จำนวนหนึ่งจะถูกบรรจุเป็นเจ้าพนักงาน   รวมถึงการตั้งศอ.รส.

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงปีใหม่นั้น ตำรวจได้มารายงานเรื่องการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นถึงความพร้อมในการดูแล และมีการติดต่อประสานงานหากมีการขอกำลังสนับสนุนทางหน่วยงานก็ยินดีสนับสนุน ส่วนทหารขั้นต้นจะมีการเตรียมกำลังไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนหากมีการร้องขอจากตำรวจ ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ไม่มีอะไรน่าวิตก เพราะที่ผ่านมาทางพล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (บก.น. 6 ) ได้มีการพูดคุยกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมถึงขอบเขตการชุมนุมแล้วว่า การชุมนุมต้องห้ามมีการใช้เครื่องกระจายเสียงขนาดใหญ่ ห้ามกีดขวางการจราจร และห้ามมีการค้างคืน ตลอดจนแกนนำต้องรับผิดชอบหากการชุมนุมมีการพาดพิงสถาบัน ทางแกนนำจะต้องมีการรับผิดชอบ

 ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า เมื่อสองวันที่ผ่านมาทางพรรคเพื่อไทย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นำเอกสารบางอย่างมาแถลง และบอกว่าเป็นสำนวนการสอบสวนของ ดีเอสไอ ซึ่งจากการตรวจสอบจากข่าว ยืนยันว่าข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่นายจตุพร มาแสดงไม่ได้ตรงตามข้อเท็จจริงที่ดีเอสไอ ได้ดำเนินการตามสำนวนการสอบสวน จึงนำมาชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน นอกจากนี้ ดีเอสไอ เรียนว่า การที่ส่งสำนวนการชันสูตรพลิกศพบางสำนวนคืนไปยังตำรวจนครบาล เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม   ทั้งนี้สาระสำคัญหลัก คือ เดิมตำรวจนครบาลในท้องที่เกิดเหตุเป็นผู้มีอำนาจในการทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ แล้วส่งมอบมายังดีเอสไอ ในฐานะผู้รับผิดชอบคดีอาญา ทางดีเอสไอ ได้ตั้งคณะทำงานดูแลในเรื่องนี้ และพบว่าสำนวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ถึงความชัดเจนของการตรวจสอบอยู่มากพอสมควร ทางดีเอสไอ จึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยการส่งสำนวนคืนไปยังตำรวจนครบาล เพื่อให้ตำรวจท้องที่ไปดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์เรียบร้อย และส่งสำนวนคืนกลับมาทาง ดีเอสไอ เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

            นายธาริต กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้มีขั้นตอนอะไรเป็นพิเศษ และการที่สองหน่วยงานได้ทำงานควบคู่กันเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน โดยจะเป็นผลดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ที่สำคัญตนไม่เคยให้สัมภาษณ์ หรือพูดที่ใดว่าทหารเกี่ยวข้องกับการทำร้ายประชาชน หรือพูดในทำนองว่า ดีเอสไอดำเนินการโดยที่ไม่สนใจว่า ทหารโกรธเคือง ซึ่งทุกอย่างไม่มี ดังนั้นการที่มีข่าวในลักษณะนี้อจะทำให้เกิดความเข้าใจที่สับสนดังนั้นจะต้องเห็นใจผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ช่วยทำให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบเรียบร้อยในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ยืนยันว่า ขั้นตอนทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้เป็นขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ ขณะนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริงใด หรือมีการชี้ขาดใด ๆ ว่าที่บ่งชี้ว่าทหารทำร้ายประชาชน ส่วนจะมีการฟ้องร้องนายจตุพรกลับหรือไม่นั้น ตนไม่อยากจะตอบประเด็นนี้ เพราะเกรงว่า จะกลายเป็นการพูดท้าทายกันไปมา

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพ.ร.บ.ความมั่นคง หมวดที่ 1 มาตรา 7 ระบุว่า ให้ กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภาย ในราชอาณาจักรและรายงานคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และกอ.รมน.ยังมีอำนาจหน้าที่เสนอแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินการต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเมื่อครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว โดยให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผนและแนวทางนั้น