ข่าว

 ขบวนรถไฟใน“ยูโรโซน”กำลังตกรางแบบ“สโลว์โมชั่น”

ขบวนรถไฟใน“ยูโรโซน”กำลังตกรางแบบ“สโลว์โมชั่น”

10 ธ.ค. 2553

กรณีวิกฤติทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นใน “ไอร์แลนด์” เป็นอุทาหรณ์สอนใจ เมื่อใดก็ตามที่ธนาคารพาณิชย์ มีสัดส่วนของหนี้สินสูงกว่าเงินฝากมากกว่า 160% โครงสร้างของเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะไร้ซึ่งเสถียรภาพ ดังนั้น การเข้ามาของ “อีซีบี”

และ “ไอเอ็มเอฟ” จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อทำการฟื้นฟู โดย “ผ่าตัดใหญ่” รวมทั้งใช้  “ยาแรง” แม้จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดให้แก่ธนาคารใน “ไอร์แลนด์” ทั้งหลาย อีกทั้งยังสร้างความเจ็บปวดให้แก่รัฐบาล ด้วยการกดดันให้ปรับลดงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งตัดรัฐสวัสดิการต่างๆ ออกไป บีบให้ขึ้นภาษีอากร ฯลฯ แต่ยังมีโอกาสฟื้นตัวมากกว่าการรอคอยให้สถานการณ์ย่ำแย่จนเข้าขั้น “โคม่า” ไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ 

 แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือบรรดา “เจ้าหนี้” หรือ “ผู้ปล่อยกู้” ให้แก่รัฐบาลใน “ไอร์แลนด์” ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติทางการเงิน (ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าต้องเกิดวิกฤติแน่) เช่น ธนาคารในประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์ กลับไม่แสดงความรับผิดชอบ อีกทั้งยัง “ลอยตัวเหนือปัญหา” ไม่เห็นมีใคร “กล้าไปแตะต้อง” นอกจากนั้น วิกฤติทางการเงินที่เกิดขึ้นแบบซ้ำซาก ได้ก่อประเด็นที่น่าสนใจคือ การเข้ามาโอบอุ้ม “ไอร์แลนด์” ในครั้งนี้ จะทำให้ “เจ้าหนี้” หรือ “ผู้ปล่อยกู้” ในรูปของ “ผู้ถือครองพันธบัตร” ทำนองนี้ “ย่ามใจ” มากยิ่งขึ้นหรือไม่ (เพราะรู้ดีว่าถึงที่สุดแล้วอย่างไรก็มีคนมาช่วยชดใช้หนี้จนได้) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การช่วย “ไอร์แลนด์” เท่ากับเป็น “กระบวนการเร่งปฏิกิริยา” ให้เกิดลักษณะการดำเนินธุรกรรมทางการเงินในทำนองเดียวกันนี้กับประเทศอื่นๆ ที่กำลังตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกับ “ไอร์แลนด์” มากนัก  

 ประเด็นคำถามที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การเข้าไปให้เงินช่วยเหลือบวกกับเงื่อนไขเพื่อปรับโครงสร้างระบบการเงิน ตลอดจนการปรับนโยบายการใช้เงินของรัฐบาล “ไอร์แลนด์” ในครั้งนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาร่วมกันของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุล “ยูโร” อย่างถูกต้องตรงจุดแล้วหรือยัง อีกทั้งไม่มีอะไรบ่งชี้แม้แต่น้อยว่า การเข้าอุ้ม “ไอร์แลนด์” เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นจะช่วยไม่ให้เกิดวิกฤติทางการเงินใน “โปรตุเกส” และ “สเปน” ได้อย่างไร เนื่องจาก “ไอร์แลนด์” ไม่ใช่ประเทศแรกในกลุ่ม “ยูโรโซน” ที่มีปัญหาทำนองเดียวกันและมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าแทรกแซงแก้ไข ด้วยการใช้เงินจาก “อีซีบี” และ “ไอเอ็มเอฟ” เข้าไปช่วยอุ้ม 

 ดังเช่นเมื่อ 7 เดือนก่อนหน้านี้ “กรีซ” ได้ร้องขอความช่วยเหลือในรูปของเงินกู้กว่า 1.1 แสนล้านยูโร เพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจทั้งระบบของตนล่มลง และในเวลาเดียวกันยังมี “โปรตุเกส” ที่มีปัญหาหนี้สินทั้งรูปของหนี้ภาคเอกชน หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้ภาครัฐอีกจำนวนมากมายมหาศาลเช่นเดียวกัน ยังไม่นับ “สเปน” ประเทศที่คาดว่ากำลังจะมีปัญหา ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดนะครับว่า “สเปน” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ในกลุ่ม “ยูโรโซน” 

 วิกฤติทางการเงินที่ได้เกิดขึ้นกับ “กรีซ” และกำลังเกิดขึ้นกับ “ไอร์แลนด์” รวมถึง “โปรตุเกส" "สเปน” ที่จะตามมาในไม่ช้า คือเครื่องเตือนใจให้รำลึกไว้ว่า กลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุล “ยูโร” นั้น ต่างตกอยู่ในสภาพเหมือน ขบวนรถไฟใน “ยูโรโซน” ที่กำลังตกราง เพียงแต่ “พลวัต” ของการตกรางนั้นเป็นไปในแบบ “สโลว์โมชั่น” ดังนั้น เมื่อท้ายขบวนคือ “กรีซ” และ “ไอร์แลนด์” ตกรางไปเรียบร้อยแล้ว รอเวลาที่กลางขบวนและหัวขบวนจะตกรางเมื่อไรเท่านั้นเอง

 หากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเศรษฐกิจทั้งโลกอาจจะเข้าสู่ “สภาวะชะงักงัน” กันอีกรอบ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง “รู้เขา รู้เรา” จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ รับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต