ข่าว

คนรุ่นนั้นกับคนรุ่นนี้

คนรุ่นนั้นกับคนรุ่นนี้

10 ธ.ค. 2553

เชื่อว่าคอการเมืองคงคุ้นเคยคำว่า "คนเดือนตุลา" เพราะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนใช้คำเรียกขานนี้กันเยอะมาก

 เนื่องจากมี "ตัวละคร" ในข่าวที่เคยมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ช่วงระหว่างปี 2516-2519 ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ทั้งในสภาและนอกสภา

 วันก่อน ผมเพิ่งได้อ่านจดหมายของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร WAY ซึ่งเนื้อในของจดหมายว่าด้วยเรื่องคนเดือนตุลาล้วนๆ

 สาเหตุที่ "พี่เสก" ต้องเขียนจดหมายถึง อธิคม คุณาวุฒิ บก.WAY ก็เนื่องจากเรื่องจากปกของนิตยสารฉบับนี้ที่ว่าด้วย "มรดกเดือนตุลา" และมีบทสัมภาษณ์ของ ประจักษ์ ก้องกีรติ ที่เรียกร้องให้ "คนเดือนตุลาปลดเกษียณตัวเองได้แล้ว"

 "พี่เสก" ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 14-15 ปีที่แล้ว เขาเป็นคนบัญญัติคำว่า "คนเดือนตุลา" ขึ้นมาเพื่อถมช่องว่างในใจระหว่าง "คนรุ่น 14 ตุลา" กับ "คนรุ่น 6 ตุลา"

 หลังจากนั้น "คนเดือนตุลา" ได้กลายเป็นป้ายยี่ห้อของกลุ่มบุคคลที่ถูกสื่อนำไปเรียกขานกันอย่างกว้างขวางซึ่งบางตอนของจดหมายของ "พี่เสก" ได้ยกตัวอย่างเล็กๆ ให้เห็นพฤติกรรมเชิงลบของคนรุ่นนี้

 "แต่ก็อย่างที่เรารู้ๆ กัน พลันที่มีป้ายยี่ห้อนี้เกิดขึ้น ผู้คนจำนวนหนึ่งก็รีบเอามันไปใช้ในทางกร่าง จนเป็นที่น่าหมั่นไส้ของคนรุ่นหลัง หรือคนที่ไม่ได้เคยผ่านเหตุการณ์ร่วมกัน บ้างใช้มันเป็นอุปกรณ์แสวงหาอำนาจ และบางคนก็เอาไปหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จนถูกสังคมติฉินนินทากลับมาไม่น้อย"

 พฤติกรรมเยี่ยงนี้ มักเกิดในคนเดือนตุลาที่ก้าวสู่สนามเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส. ได้เป็น ส.ว. ได้เป็นรัฐมนตรี รวมถึงกลุ่มคนที่มีตำแหน่งเป็น "ที่ปรึกษารัฐมนตรี"

 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้ได้รับการกล่าวขานผ่านสื่ออย่างกว้างขวาง จนคนทั่วไปหลงเข้าใจผิดคิดว่า คนเดือนตุลาเป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเมืองไทย

 ในจดหมายฉบับนั้น "พี่เสก" ได้กล่าวถึงคนเดือนตุลาที่ไม่ปรากฏชื่อผ่านสื่อ คนเหล่านี้มีจำนวนมากกว่ากลุ่มที่ยังโลดแล่นอยู่บนถนนสายการเมือง

 "ปัญหามีอยู่ว่าคนที่เคยผ่านการต่อสู้ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม และผ่านการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในป่าเขานั้น แท้จริงแล้วมีจำนวนมากนับพันนับหมื่น ส่วนพวกที่ปรากฏชื่อในเวทีสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือนักวิชาการ ผมกล้าพูดแบบฟันธงเลยว่า มีจำนวนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของส่วนทั้งหมด เพราะฉะนั้นหากจะวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของผู้ใด ก็ขอให้ดูเป็นรายบุคคลจะถูกต้องกว่า โปรดอย่าได้เหมารวมถึงคนทั้งรุ่น เพราะมันไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา"

 ผมก็ยืนยันในสิ่งที่ "พี่เสก" ฟันธงว่า คนพวกนั้นมีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์จริง บังเอิญสปอตไลท์สาดจับพวกเขามากกว่าคนอื่น จึงดูเหมือนว่ามันเป็นแบบนี้กันทั้งรุ่น

 จะว่าไปแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศการวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองจาก "คนรุ่นใหม่" ในบรรยากาศอันแสนคึกคักยิ่ง

 ต่อข้อเรียกร้องของนักวิชาการรุ่นน้องที่ว่า "คนเดือนตุลาปลดเกษียณตัวเองได้แล้ว" อดีตผู้นำนักศึกษาแจงสั้นๆ ว่า

 "ผมอยากจะเรียนว่าในฐานะขบวนการทางสังคม คนเดือนตุลาได้สลายตัวไปนานเต็มทีแล้ว ส่วนบทบาทของปัจเจกบุคคลก็พิจารณาไปตามกรรมดีกรรมชั่วจะเหมาะกว่า"

 เห็นด้วยครับ เพราะในเดือนตุลาคมปีนี้ ผมฟังคนเดือนตุลา "ต่างสี" มานั่งเล่าประวัติศาสตร์ "คนละฉบับ" ผ่านจอทีวีแล้ว รู้สึกปั่นป่วนภายในพิกล ฟังแล้วอยากอาเจียน

 สรุปว่ากรรมใครก็กรรมมัน ไม่มี "กรรมรวมหมู่" เพราะผมเชื่อว่าคนตุลาตายไปนานแล้ว

แคน สาริกา