
ลูกที่2ตกกลางวง กกต.
ดูเหมือนว่าคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 คดี ที่ศาลรัฐธรรมนูญยกหมดนั้น จะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลพุ่งเป้ามาที่ กกต.
เรื่องแรกคดีเงินจากกองทุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ถึงแม้จะมีประเด็นอื่นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ควรให้ยกคำร้อง แต่ประเด็นสำคัญก็คือ อายุความ ที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ขาดอายุความ
ครั้นมาถึงคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท กกต.ก็หนีไม่พ้นแรงกดดัน โดยเฉพาะประธาน กกต.ที่ทำหน้าที่นายทะเบียนพรรคการเมือง เพียงแต่ว่าหนนี้ มีอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ตรวจสอบคำร้องขอให้ยุบพรรคจาก กกต.ก่อนที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ่วงมาด้วย
เพราะกฎหมายนั้นระบุชัดเจนว่า "หากนายทะเบียนเห็นว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอันฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคการเมืองแล้วย่อมเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนที่จะต้องขอความเห็นชอบจาก กกต.เพื่อแจ้งอัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้นต่อไป"
แต่ในส่วนที่อัยการชี้แจงเมื่อคำวินิจฉัยออกมาแล้ว โดย ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด บอกว่า ก็เอะใจอยู่เหมือนกัน
เพราะมีความเห็นแนบท้ายของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่เสนอต่อที่ประชุม กกต.ระบุว่า “อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 50 ถือเป็นเรื่องสำคัญให้ที่ประชุม กกต.พิจารณานั้น”
อัยการสูงสุดอ้างว่า เรื่องนี้ถามไปแล้วแต่นายทะเบียนพรรคการเมืองก็ไม่ได้ให้ความเห็นชัดเจนอะไร
ถ้าฟังแต่เสียงจากอัยการสูงสุด ก็เท่ากับว่า ความคลุมเครือเกิดขึ้นที่ กกต.ตั้งแต่แรก
ปัญหาก็คือ กกต.มีเจตนาที่จะปล่อยให้เกิดความคลุมเครือและรู้ดีว่า ปลายทางของความคลุมเครือนั้น จะสิ้นสุดลงอย่างไรหรือไม่ ?
ถ้าไม่รู้ ก็มีคำถามว่า กกต.ทั้ง 5 คน ที่นั่นหากถกกันในข้อกฎหมาย ต่างก็ล้วนแต่เป็นหนึ่งในตองอูกันทั้งนั้น แล้วจะเกิดช่องโหว่ ที่อัยการสูงสุดสะกิดแล้วก็ยังเฉย จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ไปที่ช่องโหว่ที่ต่างก็เห็นกัน ตรงนี้จะชี้แจงแถลงไขอย่างไร
นี่ต้องเรียกว่า มีนิวเคลียร์ลูกใหญ่ๆ ถึง 2 ลูกลงกลางวง กกต.เลยทีเดียว
เพราะงานนี้ที่จะไปบอกว่า เป็นความผิดของประธาน คนอื่นไม่เกี่ยวแบบคดี 29 ล้านบาทนั้น คงจะไม่ได้แล้วกระมัง !
ศรายุทธ สายคำมี [email protected]



