
สมโภชศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์หลังใหม่
"ชัย ชิดชอบ" ประธานบวงสรวงสมโภชศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์-สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ หลังเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ทุ่มงบกว่า 39 ล้าน ก่อสร้างศาลหลักเมือง ที่ชำรุดทรุดโทรมใช้งานมานานกว่า 30 ปี รูปแบบศิลปะขอมประยุกต์ ก่อสร้างศาลเจ้าจีน พร้อมปรับปรุงสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ วัด
เมื่อเวลา 11.39 น. วันที่ 9 ธ.ค. 2553 นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีบวงสรวงสมโภชศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์หลังใหม่ ที่ทางเทศบาลเมืองได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมขอม แทนศาลหลักเมืองหลังเดิมที่คับแคบ ทรุดโทรม ไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะมากราบไหว้สักการะและประกอบพิธีกรรมต่างๆ เพื่อประดิษฐานพระหลักเมืองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการบูชา และยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบุรีรัมย์ ซึ่งการประกอบพิธีบวงสรวงสมโภชศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์หลังใหม่ในครั้งนี้ มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชน มาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
นายชัย กล่าวว่า ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ เป็นสถานที่ศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์ทุกหมู่เหล่า ยามมีทุกข์ มีความวิตกกังวล ก็ได้อาศัยพระหลักเมืองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราเคารพนับถือเป็นที่พึ่งทางใจ เมือถึงเทศกาลต่างๆ ก็ได้มาสักการะ และเซ่นไหว้ตามประเพณีอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำให้ชาวบุรีรัมย์มีแต่ความรัก ความสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมืองบุรีรัมย์ก็กลายเป็นเมืองแห่งความร่มเย็นรื่นรมย์ และเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีมีสุขกันทั่วหน้า
ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสร้างถาวรวัตถุที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี เป็นการบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ตัวตนของคนบุรีรัมย์ คนอีสานใต้ได้อย่างชัดเจน และสิ่งนี้จะทำให้ลูกหลานชาวบุรัมย์ มีความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษที่ยังรักษาวัฒนธรรมอันดีงามไว้ให้พวกเราและเราก็ร่วมมือร่วมใจกันสืบทอดวัฒนธรรมอันดีนี้ให้คงอยู่คู่เมืองบุรีรัมย์สืบไป
"การก่อสร้างถาวรวัตถุที่สวยงามทั้งศาลพระหลักเมือง ศาลเจ้าจีน และสรซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันนั้น ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และยังจะต้องใช้จ่ายเป็นค่าบำรุงรักษาอีกอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้ชาวเมืองบุรีรัมย์ทุกท่านได้ช่วยกันดูแลรักษา เสมือนเป็นสมบัติของพวกเราทุกคนเพื่อให้ยังดูสวยงาม สะอาด ร่มรื่นเป็นศรีสง่าแก่เมืองบุรีรัมย์ตลอดไป” นายชัย กล่าว
ด้านนางปาลีรัตน์ สมานประธาน นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ได้ทำการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2512 เกิดการชำรุดทรุดโทรมลงตามสภาพ เทศบาลเมืองบุรัมย์ เห็นว่าศาลพระหลักเมืองได้ก่อสร้างมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว และได้ทำการซ่อมแซมหลายครั้ง สีตัวอาคารเก่าซีดไม่สดใสสวยงาม หากได้ทำการก่อสร้างปรับปรุงให้สวยงามก็จะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวบุรีรัมย์
เทศบาลเมืองบุรีรัมย์จึงได้ประสานกับกรมศิลปากร ออกแบบอาคารศาลหลักเมือง เป็นแบบศิลปะขอมประยุกต์ สมกับเป็นชุมชนโบราณ และมีปราสาทหินสมัยขอมเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งนำมาเป็นคำขวัญของจังหวัดว่า “เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม” และแบบสระน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน ก็ออกแบบให้มีลักษณะเป็นสระน้ำโบราณและสวยงาม และทำการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2548 เป็นเงินงบประมาณก่อสร้างศาลพระหลักเมือง จำนวน 21 ล้านบาท ก่อสร้างปรับปรุงสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 7 ล้านบาท
นางปาลีรัตน์ กล่าวว่า เนื่องจากการก่อสร้างศาลพระหลักเมืองและก่อสร้างปรับปรุงสระน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดกลางพระอารามหลวงระยะแรกนั้น เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ มีงบประมาณจำกัด จึงไม่สามารถปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เสร็จในคราวเดียวได้ ประกอบกับ ศาลพระหลักเมืองหลังเดิมนั้น จะมีศาลเจ้าจีนอยู่ภายในอาคารศาลพระหลักเมืองด้วย จึงให้มีการก่อสร้างศาลเจ้าจีนเพิ่มอีก 1 หลัง ในงบประมาณ 2551 จึงได้ปรับปรุงภูมิทัศน์หลักเมืองและก่อสร้างศาลเจ้าจีน เพิ่มเติมเป็นเงิน 11 ล้านบาท
นอกจากนี้ใน ปี 2552 นายเนวิน ชิดชอบ และนางกรุณา ชิดชอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ได้บริจาคเงิน จำนวน 2,700,000 บาท ในการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบของศาลหลักเมืองและสระน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดกลางพระอารามหลวง โดยให้สวนนงนุชออกแบบและดำเนินการทั้งหมดแล้วเสร็จในวันที่ 5 กันยายน 2552 ศาลหลักเมืองและสระน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดกลางพระอารามหลวงเปรียบเสมือนศาสนมณฑล อันเป็นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนบุรีรัมย์
สำหรับ ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ ออกแบบก่อสร้างโดยกรมศิลปากรรูปแบบสถาปัตยกรรมขอม สมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ตำแหน่งหลักเมืองอยู่ตรงกลางองค์ปรางค์ ซึ่งแทนที่ตั้งเดิมของศิวลึงค์ องค์ปรางค์มียอดทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นประดับกลีบขนุนและเทพประจำทิศเพื่อปกป้องรักษาทิศต่าง ๆ ตามคติความเชื่อ องค์เรือนธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระหลักเมือง ชักมุขออกทั้ง 4 ด้าน อันเป็นความหมายถึงการกระจายความเป็นหลักฐานมั่นคงออกทั้ง 4 ทิศ ทั้งนี้ทิศด้านหน้าทำเป็นมณฑป เพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธี ยอดศาลพระหลักเมืองติดตั้งรูปดอกบัว Stain Glass ประดับทองเพื่อนำแสงเข้าสู่หลักเมือง



