ข่าว

ส่งอธิบดีศาลอาญาตรวจหนังสือจตุพรขอความเป็นธรรม

ส่งอธิบดีศาลอาญาตรวจหนังสือจตุพรขอความเป็นธรรม

09 ธ.ค. 2553

“โฆษกศาลยุติธรรม” ระบุ ปธ.ศาลฎีกา ส่งเรื่องอธิบดีศาลอาญา ตรวจหนังสือ “จตุพร" ร้องขอความเป็นธรรมค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนายก ฯ ฟ้องหมิ่นแล้ว ยันข้ออ้างตู่ไม่มีเหตุต้องห้ามตามกฎหมายเปลี่ยนแปลงองค์คณะ พร้อมแจงยิบ ข้อกม.ค้านผู้พิพากษา

 (9ธ.ค.)  นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ร้องขอความเป็นธรรมคัดค้านผู้พิพากษา เจ้าของสำนวนที่ถูกนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ฟ้องหมิ่นประมาทว่า ตามหลักการแล้วประธานศาลฎีกา เป็นผู้บังคับบัญชาของผู้พิพากษาทางธุรการ ขณะที่คดีซึ่งฟ้องร้องกันอยู่ในอำนาจศาลอาญาที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจะเป็นผู้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงไม่มีหน้าที่ก้าวล่วง ขณะที่ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 บัญญัติเหตุการณ์คัดค้านผู้พิพากษาไว้ว่า

(1) ถ้าผู้พิพากษามีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดี (2) ถ้าเป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความ (3) ถ้าเป็นผู้ถูกอ้างเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ (4) ถ้าเป็นผู้แทนโดยชอบของคู่ความมาแล้ว (5) ถ้าได้เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันในศาลอื่น (6) ถ้าผู้พิพากษานั้น หรือครอบครัว มีคดีพิพาทกับคู่ความ   (7)   ถ้าผู้พิพากษานั้นเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือนายจ้างคู่ความ ดังนั้นนายจตุพร ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นหนังสือคัดค้านได้แต่สุดท้ายต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่นายจตุพรกล่าวหา นั้นมีมูลและเป็นไปตามที่บัญญัติในประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ ซึ่งหากผู้พิพากษาไม่มีมีส่วนได้ส่วนเสียในคดี หรือต้องห้ามตามกฎหมาย ก็สามารถนั่งพิจารณาคดีต่อไปได้ การคัดค้านผู้พิพากษาจึงต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าหากใครเป็นคู่ความพิพาทในคดีแล้ว กลัวว่าจะแพ้คดี ก็ยื่นเรื่องคัดค้านผู้พิพากษาเพื่อหวังประโยชน์ทางคดี ฎหมาย 

 “ หลังจากรับหนังสือร้องเรียนจากนายจตุพร 2 ฉบับวันที่ 20 ก.ค. และ 7 ธ.ค.แล้ว ล่าสุดประธานศาลฎีกา ส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ตรวจสอบข้อกล่าวที่มีร้องขอความเป็นธรรมแล้ว ซึ่งอธิบดี ฯ ได้แจ้งให้ประธานศาลฎีกาทราบแล้วว่า ไม่ปรากฏข้อกล่าวหาที่จะเหตุต้องห้ามตามกฎหมาย จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงองค์คณะ และอธิบดี ฯ ได้แจ้งให้นายจตุพร ทราบด้วยเช่นกัน ”   โฆษกศาลยุติธรรม ระบุ

 ส่วนที่นาย จตุพร ระบุว่า ผู้พิพากษาไม่ให้โอกาสนำพยานเข้าสืบเต็มที่นั้น และคดีที่ถูกฟ้องไม่มีการนัดพร้อมคู่ความก่อนนั้น นายสิทธิศักดิ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ตามหลักการองค์คณะผู้พิพากษา ต้องพิจารณาอยู่แล้วคู่ความแต่ละฝ่ายจะนำพยานเข้าสืบกี่ปาก ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 และประมวลวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 15 ที่ให้ศาลมีอำนาจเต็มวินิจฉัยพยานหลักฐาน บางครั้งการอ้างพยาน 100 ปากแต่ศาลก็ไมได้อนุญาตนำสืบทั้งหมด อาจนำสืบพยานเพียง 2 ปากก็ได้หากพยานรับทราบ รู้เห็นเหตุการณ์ ก็มีน้ำหนักให้รับได้อย่างครบถ้วนเท่าพยาน 100 ปาก แต่ถ้าสุดท้ายมีการพิพากษาคดีแล้วนายจตุพร เห็นว่าตนเสียเปรียบการสืบพยาน ยังไม่ครบคลุมประเด็น ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาเพื่อย้อนสำนวนกลับให้สืบพยานใหม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของศาล โดยอดีตเคยมีคดีลักษณะทั่วไป ไม่ใช่คดีใหญ่ที่อุทธรณ์ในลักษณะนี้แล้วศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนกลับมาให้ศาลชั้นต้นและมีคำพิพากษาใหม่ ส่วนการนัดพร้อมคู่ความนั้นโดยปกติไม่ได้มีกำหนดในกฎหมาย แต่เป็นขั้นต้นที่ผู้พิพากษาองค์คณะสามารถกำหนดนัดได้เพื่ออำนวยความสะดวกคู่ความในการตรวจพยานหลักฐานที่อาจมีจำนวนมาก ดังนั้นหากจะไม่มีการนัดพร้อม ก็ไม่ใช่ข้อผิดพลาดการพิจารณาคดี