
บัญญัติโล่งอกจบด้วยดี"อสส."รับสภาพ
บัญญัติโล่งใจทุกอย่างจบลงด้วยดี รับยังมีคนจ้องทำลายกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่หวั่นมีคนนำคำนิจฉัยเสียงข้างน้อยไปเผยแพร่จนอาจเข้าใจผิด เชื่อปชช.รู้ทัน ด้าน ชวน ห่วง ตุลาการ มีคนจ้องปล่อยคลิปลับดิสเครดิต "อสส."น้อมรับคำตัดสิน รับเห็นข้อบกพร่องนายทะเบ
(9ธ.ค.) ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังคำวินิจฉัยคดี 258 ล้านหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 4:3 ให้ยกคำร้อง ว่า 4 เสียงข้างมาก เห็นว่าคดีนี้เกี่ยวพันกับคดีก่อนอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้น พยานหลักฐานทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคงเพียงพอแก่การวินิจฉัย ในขณะที่ 3 เสียงมีความเห็นว่าน่าจะได้พิจารณาต่อ ดังนั้นเมื่อ 4 เสียงข้างมากมีความเห็นเช่นนี้ ท่านก็วินิจฉัย เพราะในที่สุดคำวินิจฉัยส่วนกลางก็ออกมาแล้วว่าเป็นไปอย่างที่คาดหมาย และตรงกับที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อน คือกระบวนการของการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ดูจะข้ามขั้นตอน เพราะนายทะเบียนยังไม่ได้มีความเห็นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่
“ผมคิดว่าที่เราสบายใจอยู่อย่างมาก คือตรงกับแนวการต่อสู้คดี และตรงกับคำร้องที่พรรคได้ยื่นให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น เอาเป็นว่าคดีจบด้วยดีทุกประการครับ และเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อคดีสิ้นสุดลงทุกฝ่ายก็โล่งใจ คงไม่เฉพาะผมเท่านั้น คนประชาธิปัตย์ทั้งหมด หรือแม้แต่ประชาชนที่เอาใจช่วยพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด ก็คงโล่งใจกันไปด้วย ” นายบัญญัติ กล่าวอย่างอารมณ์ดี
นายบัญญัติ กล่าวต่อว่า ที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลทำไมวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ดูคำวินิจฉัยส่วนตนคดีก่อนที่ออกมาก็เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนหรือไม่ นายบัญญัติ กล่าวว่า คิดว่าทั้งหมดนี้ในทางปฏิบัติศาลทำไว้อยู่แล้ว เหมือนกับคดี 29 ล้าน ที่พอคำวินิจฉัยกลางออกมาแล้ว อีกไม่กี่วันคำวินิจฉัยส่วนตนก็ออกตามมา ดังนั้นคดีนี้ก็คงเป็นทำนองเดียวกัน
เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ควรต้องทำความเข้าใจกับประชาชนด้วยหรือไม่ นายบัญญัติ กล่าวว่า หลายอย่างเริ่มกระจ่างขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการออกมาหลังจากนี้ทุกฝ่ายก็จะเข้าใจดีขึ้น
“ความพยายามที่จะสร้างกระแสเพื่อบิดเบือนให้เป็นอย่างอื่น รวมทั้งกระแสทำลายกระบวนการยุติธรรมของประเทศด้วยก็คงจะมีอยู่ต่อไป เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งศาล พวกเราเอง และสื่อ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เหมือนที่ผมย้ำเสมอว่า เราอยู่ในประเทศนี้ถ้าเราไม่เคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็คงหาข้อยุติไม่ได้ ความสงบเรียบร้อยคงไม่มี ผมเข้าใจว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาบ่อยๆประชาชนตามทันมากขึ้น ” นายบัญญัติกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าห่วงหรือไม่ที่อาจมีบางส่วนอาจเอาคำวินิจฉัยเสียงข้างน้อยไปขยายความ แล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิด นายบัญญัติ กล่าวว่า ส่วนนี้สื่ออาจจะช่วยได้มากตามสมควร ถ้าช่วยกันสะท้อนคำวินิจฉัยของศาลทุกแง่มุม คิดว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจมากขึ้น
นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนช่วยลงคำวินิจฉัยส่วนตนของคณะตุลากการศาลรัฐธรรมนูญในคำ วินิจฉัยส่วนตนของตุลาการเสียงข้างมากว่าเขียนไว้อย่างละเอียดว่าพรรคประช ธิปัตย์ได้ใช้จ่ายเงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทอย่างถูกต้อง และมีตุลาการบางท่านได้เขียนไว้ว่าไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามีการทุจริต และขอย้ำว่ามติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียงของตุลาการนั้น 4 เสียงสามารถชี้ขาดในส่วนของข้อกฎหมายได้ทันที เพราะศาลได้นำคดี 29 ล้านบาท มารวมไว้ในคดีนี้ เมื่อคดี 29 ล้านบาทได้เขียนไว้ชัดเจนในข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 95 เป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมือง ทำความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อความเห็นชอบ แต่นายทะเบียนไม่ได้ดำเนินการทำความเห็น ซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้มาตลอด และศาลก็ได้หยิบยกประเด็นนี้มาวินิจฉัย เมื่อเห็นว่าไม่ได้ทำความเห็น มติวันที่ 12 เม.ย. 53 ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่ออัยการสูงสุด (อสส.) นำมติไม่ชอบด้วยกฎหมายไปยื่นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงได้มีมติเสียงข้างมากยกคำร้อง
เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องระมัดระวังมากกว่าเดิมหรือไม่สำหรับคดียุบพรรค หากมีคนนำหยิบยกเรื่องนี้มาอีก นายบัณฑิต กล่าวว่า จะระมัดระวังอย่างไร แต่ถ้ามีคนจงใจเจตนากลั่นแกล้งก็จะเกิดเรื่องขึ้นตลอด พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอะไรหละหลวม
นายบัณฑิต กล่าวว่า คดีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฟ้องส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคน ขอให้สื่อมวลชนช่วยติดตามในวันไต่สวนมูลฟ้อง เชื่อว่าจะต้องมีการให้รายละเอียดต่อศาล เพราะฉะนั้นตัวละครที่อยู่ในคำฟ้องจะได้รู้ว่าอดีตนายรัฐมนตรี ซึ่งมีอยู่ 2 คน คือใคร และทนายของอดีตนายกฯคือใคร ซึ่งข้อเท็จจริงจะมีมากกว่านั้นอีก อยากให้สื่อมวลชนช่วยติดตามเพื่อนำความจริงออกมาให้ปรากฏต่อสังคม
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญและเคารพดุลยพินิจของศาล ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และขอขอบคุณประชาชนที่ห่วงใยในเรื่องนี้ ตนทราบดีว่าสถานการณ์ในวันนี้อยู่ในสภาพที่ตุลาการยื่นฟ้องคนบางคน และให้ข้อมูลว่ามีการขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะนำข้อมูลในคลิปวิดีโอมาเปิดเผย โดยมีการข่มขู่ตุลาการมาก ตนมีความห่วงใยว่าตุลาการจะดำรงความเป็นธรรมได้อย่างไร
"อสส."น้อมรับคำตัดสิน ยอมรับเห็นข้อบกพร่องนายทะเบียนไม่ทำความเห็น
นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องในคดีดังกล่าว เราก็น้อมรับคำตัดสินของศาล ซึ่งในส่วนของอสส.ถือว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว และไม่รู้สึกติดใจในคำวินิจฉัยของศาล เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นศาลสุดท้ายของขบวนการนี้ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในข้อกฎหมายก่อนนั้น ทางอสส.ไม่มีโอกาสที่จะคัดค้าน เพราะไม่สามารถยื่นคำร้องประกบได้ ประกอบกับเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาว่า จะดำเนินการในกรณีดังกล่าวอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนที่อสส.จะยื่นคำร้องได้มีการตรวจสอบสำนวนของกกต.ก่อนหรือไม่ว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นเสนอให้ยุบพรรคแล้วหรือยัง นายธนพิชญ์ กล่าวว่า ตอนแรกที่นายทะเบียนฯเสนอเรื่องมาให้อสส. ทางอสส.ก็เห็นว่า ตรงนี้มีปัญหา เพราะไม่แน่ใจว่า การที่นายทะเบียนฯมีความเห็นท้ายหนังสือของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายทะเบียนฯที่เสนอเข้าที่ประชุมกกต.ว่า “ อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 94 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 50 ถือเป็นเรื่องสำคัญให้ที่ประชุมกกต.พิจารณานั้น ” ถ้อยคำนี้ถือว่านายทะเบียนฯมีความเห็นเสนอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้วหรือยัง จึงทำให้อสส.ในขณะนั้นมีความเห็นไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมานาย อภิชาต สุขัคคานนท์ ก็มีหนังสือในฐานะประธานกกต.และนายทะเบียนฯ ถึงอสส.ในวันที่ 10 พ.ค.53 ระบุว่า ขอให้อสส.ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอสส.ก็เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการวัตถุประสงค์ของนายทะเบียนฯที่เห็นแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำความผิด จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอสส.และนายทะเบียนฯ
“ ในชั้นของคณะทำงานร่วมก็ได้มีการพูดคุยกับนายอภิชาตในฐานะนายเทียนฯอีกครั้งหนึ่งว่า ตกลงแล้วท่านมีความเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดตามมาตรา 94 แล้วใช่หรือไม่ ปรากฏว่านายอภิชาตก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนอะไร แต่ทางอสส.ก็ถือว่าการที่นายอภิชาตมีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 พ.ค.53 นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนฯ มีการกระทำผิดจนเป็นเหตุให้เสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้แล้ว ทางอสส.จึงมีการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ” โฆษกอสส.กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กกต.มีโอกาสที่จะนำคดีนี้มาทบทวนอีกครั้งหรือไม่ นายธนพิชญ์ กล่าวว่า คงต้องยุติ เพราะถือว่าขั้นตอนสิ้นสุดแล้ว ส่วนอสส.จะรู้สึกเสียดายโอกาสที่ยังไม่ได้ให้ศาลมีการไต่สวนในคดีดังกล่าวหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้เราคงทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับคำวินิจฉัยของศาล



