
ท่องโลกเกษตร - สัมผัสหมู่บ้านริมเขื่อนแก่งกระจานขี่ม้าท่องป่า-ดูเลี้ยงปลาคืนสู่เขื่อน
เวิ้งน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตาของเขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่ล้อมรอบด้วยขุนเขาที่สูงตระหง่านนั้น ถือเป็นแหล่งหากินของชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ยึดอาชีพการประมง แต่ด้วยเวลาอันยาวนาน ทำให้สัตว์น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์เริ่มน้อยลง
นี่เป็นจุดประกายของชาวบ้านในหมู่บ้านน้ำทรัพย์ขึ้น ณ หมู่บ้านน้ำทรัพย์ หมู่ 9 ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน อาศัยอยู่เหนือเขื่อนแก่งกระจานได้ร่วมมือร่วมใจจัดโครงการฟื้นฟูสัตว์น้ำหน้าบ้าน ซึ่งถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านน้ำทรัพย์แห่งนี้
หมู่บ้านน้ำทรัพย์ด้านหนึ่งติดกับเขื่อนแก่งกระจาน อีกด้านหนึ่งติดกับพื้นที่ป่าผืนใหญ่ ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแมกไม้นานาพรรณที่ขึ้นเขียวขจีกินเนื้อที่กว่า 1.8 ล้านไร่ ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี นั้น ถือเป็นอุทยานที่มีเนื้อที่มากที่สุดในประเทศไทย มีหมู่บ้านขนาดกลาง มีประชากร 136 ครัวเรือน โดยมี ชูชาติ วรรณขำ เป็นผู้ใหญ่บ้านและแกนนำในการตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านน้ำทรัพย์แห่งนี้ โดยเน้นให้เกษตรกรและชาวบ้านทั่วไปเรียนการใช้ชีวิตตามเศรษฐกิจพอเพียง เน้นด้านอาชีพเกษตร อาทิ การเรียนรู้ในการเลี้ยงหม่อนไหม การปลูกพืชผักสวนครัว โดยยึดหลักความพอเพียงแล้ว
ด้วยสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทำให้ชาวบ้านมีการจัดพิเศษสุด ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลิน นั่นคือการขี่ม้ารอบหมู่บ้าน การนั่งเรือ ชมความงามของผืนป่าท่ามกลางวงล้อมของขุนเขาที่อยู่เหนือเขื่อนหรือเหนืออ่างเก็บน้ำ ถือเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งด้วย
"ปกติที่เขื่อนแก่งกระจานมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปชมสภาพความสวยงามของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำ และเดินป่า ส่องนกดูในป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอยู่แล้ว หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านที่มีทั้งแหล่งน้ำ มีทั้งป่า เราจึงจัดกิจกรรมพิเศษคือขี่ม้าท่องธรรมชาติ ชมกิจกรรมด้านการเกษตรในศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านน้ำทรัพย์ มีหลายอย่าง โดยเฉพาะที่น่าสนใจคือการเลี้ยงปลาเพื่อคืนสู่ธรรมชาติตามโครงการฟื้นฟูสัตว์น้ำหน้าบ้าน คือเราเลี้ยงมาอนุบาลในกระชัง พอโตก็ปล่อยลงเขื่อน" ชูชาติกล่าว
กิจกรรมขี่ม้า ชูชาติบอกว่า ปัจจุบันมีม้า 12 ตัว ทั้งม้าไทยและม้าเทศ เงื่อนไขง่ายคือ หากใครสนใจจะขี่ม้า ศูนย์เรียนรู้จะสอนให้วิธีการขี่ม้า การบังคับม้า จากนั้นจะปล่อยให้นำม้าขี่ไปชมธรรมชาติ หรือกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านน้ำทรัพย์โดยจะคิดค่าบริการตั้งแต่สอนจนเป็นด้วยชั่วโมงละ 500 บาท
วันนั้นคล้อยบ่าย เราได้ทดลองขี่ม้าไปชมฐานการเรียนรู้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจเข้าศึกษาและเยี่ยมชม โดยจะเริ่มจากการได้ไปดูโครงการพระราชดำริการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จุดนี้จะเน้นการส่งเสริมอาชีพให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ รวมทั้งแนะเทคนิคและวิธีการดูแลอีกด้วย
การเลี้ยงหม่อนไหมนั้นจะเริ่มจากนำเอาตัวหนอนที่แตกออกจากไข่มาเลี้ยงให้เจริญเติบโต ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ตัวไหมก็จะเจริญเติบโตเต็มที่ และหยุดกินใบหม่อน ลำตัวของหม่อนไหมจะเป็นสีเหลืองทองและเข้าฝัก (เรียกว่ารังไหม) อุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 20-35 องศาเซลเซียส โรงเลี้ยงนั้นอากาศต้องถ่ายเทสะดวกเพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นจนเกินไป จากนั้นไปเยี่ยมชมกิจกรรมของกลุ่มน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ กลุ่มนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเป็นหลักเป็นฐาน พร้อมทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้อีกทางด้วย
น้ำสมุนไพรที่ทางกลุ่มนี้ผลิต ได้แก่ น้ำฝรั่ง น้ำกระเจี๊ยบ น้ำดอกอัญชัน และน้ำตะไคร้ เป็นต้น โดยอาศัยวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นนำมาแปรรูป ซึ่งรสชาติเมื่อเราได้ชิมแล้วนั้น บอกได้เลยว่าสดชื่นและอร่อยมาก
ชูชาติบอกอีกว่า ม้าทุกตัวจะได้รับการสนับสนุนจากทางจังหวัดและทางอำเภอ การฝึกหัดม้าในระยะแรกจะมีครูฝึกที่จังหวัดจัดหามาให้ โดยครูฝึกสอนจะแนะนำชาวบ้านที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลถึงการอาบน้ำม้า การฝึกวิ่ง-เดิน การบังคับม้า รวมทั้งเรื่องการกินอาหารของม้าด้วย
หลังจากเสร็จจากการทดลองขี่ม้าแล้ว เราไปนั่งเรือชมวิวทิวทัศน์รอบๆ อุทยาน และแวะไปเยี่ยมโครงการของชาวบ้านน้ำทรัพย์นั่นคือโครงการฟื้นฟูสัตว์น้ำหน้าบ้าน โดยจะเน้นการเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งมีทั้งหมด 6 กระชัง ปลาที่เลี้ยงนั้นจะมีปลานิล ปลาแรด และปลากลาย ปีละ 4-5 รุ่น รุ่นละ 3-4 หมื่นตัว เพื่อให้ชาวบ้านหรือผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงจับมาขาย หรือบริโภคในครัวเรือน เนื่องจากระยะหลังๆ จำนวนประชากรของปลาน้อยลง จึงจัดโครงการนี้ขึ้น
"เราเลี้ยงเพื่ออนุบาล คือมีการสร้างบ้านโดยการตัดกิ่งต้นไม้ที่อยู่บริเวณรอบๆ มาสร้างเป็นบ้านให้ปลาอยู่ใต้น้ำ ส่วนอาหารสำหรับเลี้ยงปลานั้น ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งต่างๆ อาทิ จากซีพีเอฟ (เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร) และจากส่วนราชการ แต่การเลี้ยงปลานั้น ต้องมีคนมาเฝ้าตลอดเวลานะครับ โดยเฉพาะเวลากลางคืน เพื่อป้องกันชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นมาขโมยปลาไปนั่นเอง" ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำทรัพย์กล่าว
เราใช้เวลาดูงานในศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านน้ำทรัพย์แห่งนี้ราว 3 ชั่วโมงจึงเดินทางกลับ
นพรัตน์ สุนทรสุข



