ข่าว

ลุ้นไปมะกันดันก้นเจรจารัฐบาล

ลุ้นไปมะกันดันก้นเจรจารัฐบาล

09 ธ.ค. 2553

ทางการไทยคงจะต้องพึ่งพาฝีมือของ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เป็นตัวแทนจากฝ่ายไทยที่จะไปชี้แจง คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) เสียแล้ว หลังจากค่อนข้างชัดเจนว่า ทักษิณ ชินวัตร จะไปถล่มประเทศไทย ในประเด็น การมีรัฐ

 นอกจากนี้ก็ต้องพึ่งพาสายสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่มีมายาวนานวัดใจว่า สหรัฐจะเปิดประตูบ้านรับทักษิณ หรือไม่ หรือถ้าหากรับเข้าไปแล้วจะเปิดทางให้พูดแก้ตัวพร้อมกับถล่มประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน

 ส่วนที่จะเปิดบ้านรับแล้วจับตัวส่งให้ไทยนั่นเป็นเรื่องของการเอื้ออาทร ในฐานะมหามิตรเสียมากกว่า

 เพราะค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เมื่อข้อหาก่อการร้ายนั้น อัยการยังไม่ส่งฟ้องศาลว่าทักษิณ เป็นจำเลยในคดีนี้

 คดีก่อการร้ายสำหรับทักษิณ ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาจาก ดีเอสไอ และอยู่ในขั้นตอนของอัยการ ที่จะนำตัวไปส่งศาลเพื่อฟ้องร้อง

 อัยการอ้างว่า ทักษิณ อยู่ต่างประเทศ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ก็เลยไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้

 แถมยังทำผิดนอกราชอาณาจักร

 ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ดูจะยอมรับสภาพว่า ลำพังคำพิพากษาจำคุก 2 ปี จากคดีที่ดินรัชดานั้น อาจน้ำหนักไม่พอที่จะทำให้สหรัฐส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมาให้ไทยได้

 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหานี้ กษิต ไม่เคยรับรู้รับทราบมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ต้องจนด้วยเหตุผลว่า นั่นเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด

 ขณะเดียวกัน ทักษิณ เองก็รู้ดีในประเด็นข้อกฎหมายว่า เมื่อไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่พำนักที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน ก็เพื่อจะใช้ช่องทางนี้หลบหลีกหมายเรียกจากอัยการสูงสุด

 ก็อย่างที่ใครๆ บอกเอาไว้ ทักษิณ มีโอกาสและช่องทางในการต่อสู้คดีความมากกว่าคนอื่น หากคิดจะสู้ในระบบตั้งแต่แรก
 เพราะดูจากช่องโหว่ของกฎหมายเช่นนี้ คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีเงินทองมากมายมหาศาล จ้างคนมาทำงานให้ได้ ทั้งคนไทยคนฝรั่งตาน้ำข้าว

 “ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่รับ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศของเขา ที่ผ่านมาทั้งสหรัฐ และสหภาพยุโรป ก็ไม่ให้เข้า ดังนั้นประเด็นที่ต้องตอบคือ จะได้รับเชิญจากใครก็ตาม หรือนายอัมสเตอร์ดัม ทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปติดต่ออะไรก็ตาม ก็ออกมาเป็นข่าวได้ แต่จะเข้าประเทศเหล่านั้นได้หรือไม่ ก็เป็นคำถามที่เราต้องตอบกัน" กษิต ว่ามาอย่างนั้น

 ที่ผ่านมาหลายประเทศไม่เปิดประตูรับทักษิณ เพราะทางไทยชี้แจงแสดงให้เห็นแล้วว่า ได้ทำการเคลื่อนไหวปลุกระดมให้มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

 ขณะเดียวกันก็มีการวิเคราะห์กันมาอย่างต่อเนื่องว่า ลำพังเพียงแค่การชุมนุมนั้น ภายนอกประเทศไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ ไม่ว่าคณะกรรมการนั้นจะเป็นองค์กรสากลหรือไม่ก็ตาม

 แต่ก็มีช่องโหว่อยู่ประการหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุรุนแรง เกิดการสู้รบ จนเรียกได้ว่า "คู่สงคราม" ขึ้นมาแล้ว โอกาสที่องค์กรสากล หรือประเทศใดที่ กระสันอยากเป็น "พี่เบิ้ม" ก็จะพยายามสอดเข้ามาด้วยการอาศัยสถานการณ์รุนแรงหรือความฉิบหายของประเทศนั้นเปิดเข้ามา

 ข้อมูลฝ่ายความมั่นคงก็วิเคราะห์ไว้แล้วตั้งแต่เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นที่สี่แยกคอกวัว

 แต่ ณ เวลานั้น ความสูญเสียของหน่วยทหารที่แทบจะเรียกได้ว่า "ละลาย" จากน้ำมือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่แฝงอยู่ด้านหลังผู้ชุมนุม ไม่อาจทำให้กองทัพเพิกเฉยกับความสูญเสียนั้นได้

 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ขณะนั้น ถึงกับออกปากถามว่า รับได้หรือไม่ ถ้าหากว่า จากนี้ไปหากจะให้ทหารสลายการชุมนุมหรือกระชับพื้นที่ จำเป็นต้องมีการติดอาวุธและพร้อมตอบโต้จุดที่มีกองกำลังเหล่านั้นอยู่

 แล้วนั่นก็คือที่มาของการกระชับพื้นที่ที่สี่แยกราชประสงค์ด้วยอาวุธครบมือและปะทะกับกองกำลังติดอาวุธและนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

 ตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน

 แล้วก็เป็นยอดที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนของคณะกรรมการซีเอสซีอี ที่ประกอบด้วย ส.ส. สว. และผู้ช่วยรัฐมนตรี จากสหรัฐ ที่อ้างว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากขนาดนี้ทำให้พวกเขาเพิกเฉยไม่ได้

 ถึงแม้ว่ายอดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนั้นจะรับรู้กันทั่วโลกมาแล้วกว่า 6 เดือน

 น่าสนใจว่าคณะกรรมการซีเอสซีอี ชุดนี้กำลังทำอะไร เพื่ออะไร และมุ่งหวังสิ่งใด ?

 เพราะในส่วนของ ทักษิณ นั้น ชัดเจนแล้วว่า การได้มีโอกาสถูกยกระดับให้เป็น "อีกฝ่าย" ของ "คู่สงคราม" นั้นเท่ากับว่า การพูดจานับจากนี้ไป จะเป็นไปในระดับที่เริ่มจะทัดเทียมกันแล้ว

 นั่นก็คือเมื่อเริ่มนับหนึ่งจากตรงนี้ไปแล้ว การขับเคลื่อน หรือการก้าวสู่ขั้นที่สองก็จะตามมา

 จะตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่น" หรือกระทั่งจะร้องขอให้ชาติมหาอำนาจบีบคั้นรัฐบาลไทย ก็เป็นเรื่องคาดเดาได้ว่าจะเกิดสิ่งนั้นตามมาแน่

 ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็น่าเชื่อว่า จากนี้ไปสถานการณ์บ้านเมืองก็คงจะกลับไปเสื่อมทรุดลงอีกครั้ง กินเวลายาวนานเท่าใดไม่มีใครคาดได้

 เพราะความวุ่นวายทางการเมืองในทุกวันนี้ ก็กัดกร่อนประเทศไปมากโขแล้ว

 นี่จึงเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ กษิต ภิรมย์ ที่จะต้องใช้ทั้งสายสัมพันธ์ และเหตุผลพูดคุยกับทางสหรัฐ ก่อนที่กระบวนการพิจารณาและอนุมัติวีซ่าของทักษิณ จะเสร็จสิ้นลง

ศรายุทธ สายคำมี [email protected]