ข่าว

แพร่คำวินิจฉัยคดี29ล้านปชป.บนเว็บ

แพร่คำวินิจฉัยคดี29ล้านปชป.บนเว็บ

08 ธ.ค. 2553

“อุดมศักดิ์” แจกคำวินิจฉัยส่วนตนคดียุบ ปชป.แล้ว ปชป. รอดทุกประเด็นทั้งข้อกฎหมายข้อเท็จจริง ยันมีอำนาจยกเรื่องระยะเวลามาวินิจฉัยแม้คู่ความไม่ได้หยิบมาสู้อ้างเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ร่อนแถลงการณ์แจงตัดสินตามกฎหมายข้อเท็จจริงไม่ใช่ใบสั่ง ว

(8ธ.ค.) ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้นำคำวินิจฉัยส่วนตนของนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี หนึ่งในตุลาการเสียงข้างมาก ในคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน โดยคำวินิจฉัยส่วนตนของนายอุดมศักดิ์มีความยาว 25 หน้า

 ทั้งนี้ในคำวินิจฉัยส่วนตนนายอุดมศักด์ได้วินิจฉัยในทุกประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งเอาไว้ตั้งแต่ต้น โดยในประเด็นที่หนึ่ง เรื่องกระบวนการยื่นคำร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และในประเด็นที่สองเรื่องการกระทำนั้นอยู่ในบังคับของกฎหมายใดระว่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2541 หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2550  นายอุดมศักดิ์ เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกันและมีความเห็นว่า การใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองตามคำร้องเกิดขึ้นเมื่อปี 2548 เป็นการกระทำตามกฎหมายในส่วนสาระบัญญัติไม่ใช่วิธีสบัญญัติ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในบังคับใช้ ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 2541 และหลักการของพ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 2550 ก็มีหลักการก็มีหลักการเช่นเดียวกัน ดังนั้นขณะกระทำความผิดจึงอยู่ในระหว่างการบังคับใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 2541 และจึงใช้กฎหมายเดียวกันในการวินิจฉัย

 สำหรับกระบวนการยื่นร้องยุบนั้นเป็นส่วนของวิธีสบัญญัติตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง 41 มาตรา 62 กำหนดให้เรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เช่นเดียวกับพ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 50 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง แม้ในเรื่องการรายงานและเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการตรวจสอบไว้ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายก็ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น และยุติภายในระยะเวลาที่กำหนด ฉะนั้นระยะเวลาที่นายทะเบียนต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่ความปรากฏต่อนายทะเบียนฯ จึงเป็นกำหนดเวลาบังคับ มิใช่กำหนดเวลาเร่งรัด

 “ กรณีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจยื่นคำร้องหรืออำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ไม่ใช่อายุความทางแพ่งที่คู่กรณีตองยกขึ้นต่อสู้จึงจะวินิจฉัยได้แต่อย่างใด ”

 ตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 41 และ 50 มีส่วนที่เป็นกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง ตามอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมือง และกกต.ไว้แตกต่างกัน และเคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยื่นยันและรับรองอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ในพ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 50 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน มาตรา 93 วรรค 2 บัญญัติให้กกต.เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาให้การเห็นชอบด้วย

 เมื่อเปรียบเทียบอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะเห็นว่าอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง ปี 41 มีอำนาจค่อนข้างเด็ดขาดมากกว่าพ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 50 ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้อำนาจ( 1 ) อำนาจของนายทะเบียนของพ.ร.ป.ปี 41 มีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง เช่นเรื่องการรับจดแจ้งการตั้งการเมือง ที่เมื่อไม่รับก็ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบต่อกกต. แต่ในจดหมายฉบับปัจจุบันการรับหรือไม่รับต้องได้รับความเห็นชอบจากกต.ก่อนทุกครั้ง และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติของกกต. ตามมาตรา 13 วรรคสองและวรรคสาม

 ( 2 ) อำนาจของกกต.ตามกฎหมายปี 41 ของพ.ร.ป.พรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นอำนาจในการออกหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการไม่มีอำนาจควบคุม การใช้ดุลยพินิจของนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่กฎหมายปี 50 กกต.มีอำนาจถ่วงดุลยและควบคุมการใช้ดุลยพินิจของนายทะเบียนพรรคการเมือง เช่น การเห็นชอบให้นายทะเบียนฯยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมืองระงับหรือจัดการแก้ไข มิให้กระทำการอันฝ่าฝืนนโยบายพรรคตามมาตรา 31 ให้ความเห็นชอบกรณีนายทะเบียนฯ เห็นว่ามีเหตุให้พรรคการเมืองสิ้นสภาพตามมาตรา 91 หรือมีเหตุให้เลิกพรรคการเมือง ตามมาตรา 92 หรือมีเหตุให้ยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 93 และ 94

 “ จากการเปรียบเทียบอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนฯ จากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะเห็นได้ว่า กฎหมายปี 50 มีเจตนารมณ์ให้การใช้อำนาจของนายทะเบียนฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก กกต.   เพื่อให้การใช้ดุลยพินิจของนายทะเบียนได้รับการกลั่นกรองจากกต.อีกชั้นหนึ่ง โดยกกต.ไม่ต้องผูกพันกับความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองแต่อย่างใด เมื่อกกต.มีมติไปในทางใด นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้น เมื่อเจตนารมณ์มุ่งให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนถูกตรวจสอบจากกต. ซึ่งเป็นการตรวจสอบภายในองค์ด้วยกันเองคณะกรรมการการเลือกตั้งกกต. จึงมีอำนาจที่จะควบคุมและกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองและนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามมติของกกต. และนายทะเบียนต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ตามขั้นตอนระยะเวลา ที่กำหนดเป็นกระบวนการไว้ ในมาตรา 93 วรรคสอง และมาตรา 95”

 ตามกรณีนี้เมื่อผู้ร้องได้รับหนังสือ ขอให้ตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ของดีเอสไอ และของนาย เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ต่อมาวันที่ 30 เม.ย. 52 กกต.มีมติว่า เมื่อความปรากฏต่อ กกต.กรณียังมิใช่ความปรากฏต่อนายทะเบียนฯ โดยมีเหตุอันสมควรว่า มีการกระทำอันฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา จึงแต่งตั้งกรรมการชุดนาย อิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบฯ และต่อมาในวันที่ 17 ธ.ค. 52 ในการประชุมกกต.ครั้งที่ 144/2552 ได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวทั้ง 2 ข้อกล่าวหา จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 95 โดยผู้ร้องในฐานะประธานกกต.ได้ร่วมลงมติเป็นเสียงข้างน้อยแต่ความเห็นให้ยกคำร้องแต่ความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ผูกพันกกต. เพราะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก

 แต่โดยที่มติของกกต.เป็นการพิจารณารวมไปทั้ง 2 ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องแยกพิจารณาแต่ละข้อกล่าวหาให้ชัดเจน เฉพาะกรณีมาตรา 95 ถือได้ว่าเป็นมติเสียงข้างมาก สั่งการให้ผู้ร้องพิจารณามีความเห็นก่อน แล้วจึงเสนอให้กกต.พิจารณาต่อไป เป็นข้อกล่าวหาที่นายทะเบียนชอบที่จะต้องคณะกรรมการช่วยตรวจสอบก่อนเสนอความเห็ฯได้ ส่วนกรณีข้อกล่าวหาตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง การที่กกต.มีมติเสียงข้างมากสั่งการรวมกันไปว่า ให้นายทะเบียนมีความเห็นก่อนแล้วจึงเสนอกกต.นั้น เป็นความไม่ชัดเจนในการปรับบทบังคับใช้กฎหมายในองค์กรขณะนั้นเท่านั้น

 และในการประชุมกกต.วันที่ 12 เ.ม.ย. 53 ความเห็นเสียงข้างมากก็เห็นว่าผลข้อเท็จจริงทั้ง 2 ข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกัน จึงยังคงมีมติแจ้งนายทะเบียนให้ดำเนินการตามมาตรา 95 เช่นเดิม ขณะที่นาย วิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต. เห็นว่าให้ยื่นคำร้องต่อศารัฐธรรมนูญตามมาตรา 93 วรรคสอง และต่อมาวันที่ 21 เ.ม.ย. 53 กกต.จึงมีมติเอกฉันท์ที่ชัดเจนยืนยันเห็นชอบ ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 93 วรรคสอง แสดงให้เห็นว่า มติเสียงข้างมากของกกต.นั้นเห็นชอบให้นายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 93 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 52 แล้ว โดยที่นายทะเบียนไม่ต้องเสนอความเห็นก่อนแต่อย่างใด กรณีนี้จึงถือไว้ว่า ความปรากฏต่อนายทะเบียนฯ ว่าพรรคผู้ถูกร้องมีกรณีตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 50 มาตรา 93 วรรคหนึ่งแล้ว และกกต.เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว   จึงเห็นว่าระยะเวลาที่ต้องยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน ต้องนับตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 52 ซึ่งเป็นวันที่กกต.มีมติดังกล่าว ดังนั้นเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เม.ย. จึงพ้น 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด กระบวนการการยื่นคำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 สำหรับประเด็นที่สามเรื่องการใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในปี 2548 เป็นไปตามที่ได้รับอนุมัติหรือไม่และประเด็นที่สี่ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองปี 2548 ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ โดยสองประเด็นนี้นายอุดมศักดิ์ได้รวมการวินิจฉัยประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงไปพร้อมกัน

 เมื่อพิจารณาจากพยานบุคคลแล้วต่างให้การสอดคล้องกันว่าบริษัทแมสไซอะซื้อวัสดุอุปกรณ์จากบริษัทต่างๆเพื่อมาดำเนินการทำป้ายหาเสียงให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ของพรรคจริง แต่มิได้ทำสัญญาต่อกัน

 ส่วนในประเด็นเรื่องการรายงานการใช้จ่ายเงินนั้น เห็นว่าผู้ถูกร้องได้จัดทำแผ่นป้ายทั้งแผ่นป้ายหาเสียงของผู้สมัครและป้ายประชาสัมพันธ์นโยบายพรรค และมีหลักฐานการจ่ายเงินคือหลักฐานการจ่ายเช็คให้กับนิติบุคคลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องรับจ้างจัดทำโครงการอันเป็นนิติสัมพันธ์ที่ชอบด้วยกฎหมายโดยสมบูรณ์รวมทั้งมีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจากนิติบุคคลหรือบุคคลดังกล่าวได้รับเงินจากผู้ถูกร้องไปแล้วประกอบกับบริษัทสำนักงานสอบบัญชีทรัพย์อนันต์จำกัด ที่ กกต. ได้ว่าจ้างให้เป็นผู้ตรวจสอบงบการเงินและรายงานการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้อง และกกต.ก็มีความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองสอดคล้องกับที่ได้รับการจัดสรรจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองถูกต้องแล้ว

 ส่วนกรณีการจัดทำแผ่นป้ายหาสียงมีขนาดไม่เป็นไปตามที่อนุมัติ นายอุดมศักดิ์เห็นว่าโครงการจัดทำป้ายที่นายทะเบียนพรรคการเมืองอนุมัติให้ดำเนินการตามแบบ กพก. 4   นั้นรายละเอียดของโครงการมิได้กำหนดขนาดรายละเอียดของแผ่นป้ายแต่อย่างใด รวมทั้งตามแบบรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคผู้ถูกร้องป 2548 ก็มิได้รายงานเรื่องขนาดของแผ่นป้าย

 เหตุที่ขนาดของแผ่นป้ายแตกต่างกันก็เนื่องจากใบเสร็จรับเงินของแมสไซอะที่ออกให้กับพรรคจะมีขนาดแตกต่างจากป้ายตามใบเสร็จรับเงินของบริษัทที่รับจ้างช่วงซึ่งมีขนาดที่แตกต่างเล็กน้อยมิใช่สาระสำคัญอันเป็นผลให้รายงานการใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จึงเห็นว่าผู้ถูกร้องได้รายงานการใช้จ่ายเงินถูกต้องตามความเป็นจริงตาม พ.ร.ป. พรรคการเมืองปี 2541 มาตรา 62 แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และไม่จำต้องพิจารณาประเด็นที่ห้าเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กรรมการบริหารพรรคว่าจะต้องเพิกถอนตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 2541 หรือประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 หรือ พ.ร.ป.พรรคการเมืองปี   2550 อีกต่อไป

 ด้วยเหตุข้างต้นจึงเห็นว่า ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาพรรคการเมืองในปี 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ และรายงานการใช้จ่ายเงินถูกต้องตามความเป็นจริงตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือ พ.ศ. 2541 มาตรา 62 แลเห็นควรยกคำร้อง

 นอกจากนี้นายอุดมศักดิ์ ยังได้ให้เจ้าหน้าที่นำแถลงการณ์ชี้แจงความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตน โดยระบุว่า ตนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หนึ่งในสี่เสียงข้างมากที่วินิจฉัยให้ยกคำร้อง และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะชน ทางสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางนั้น ขอชี้แจงเหตุผลในข้อต่างๆ โดยนายอุดมศักดิ์ได้อธิบายคำวินิจฉัยอย่างคราวๆ จำนวน 5 ข้อ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ และระบุในตอนท้ายว่า

 “ ในความเห็นส่วนตนของผมนั้น ได้วินิจฉัยทั้งประเด็นปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็น เพื่อให้สาธารณะชนได้ทราบเหตุผลในการวินิจฉัยทั้งหมด และขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความเห็นส่วนตนของผมมีเหตุผลที่แตกต่างและขัดกับความเห็นของเสียงข้างมากสามในสี่เสียงอยู่บ้างบางประการ ซึ่งได้มีการชี้แจงเหตุผลในส่วนนี้ไปก่อนแล้ว คำแถลงการณ์ของผมเป็นการขอโอกาสชี้แจงเหตุผลตามความเห็นส่วนตนของผมบ้าง ของเรียนว่าความเห็นส่วนตนของผมนั้นได้พิจารณาไปด้วยความสุจริตใจเป็นอิสระ เป็นกลางไม่มีผู้ใดก้าวก่ายแทรกแซงแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นการพิจารณาที่ยึดตัวบทกฎหมาย และข้อเท็จจริงเป็นหลักในการวินิจฉัย โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม และประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ผมพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้กระทำการใด ไปโดยมีเจตนาทุจริตคดโกง แต่ประการใดทั้งสิ้น ขอความกรุณาให้เกียรติผม ในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย จักขอบคุณยิ่ง ”  

 อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนได้เผยแพร่คำวินิจฉัย ส่วนตัวคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท  ในเวปไซด์ของศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว โดยทุกคนวินิจฉัยในทุกประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้