
เผยครัวเรือนรายได้หดงดซื้อของขวัญ
เอแบคเผยผลสำรวจพบผู้บริโภคส่วนใหญ่งดซื้อสินค้าของขวัญช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่เกินครึ่ง เหตุรายได้แย่ลงจากผลพวงภาวะเศรษฐกิจ พบครัวเรือนใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารเดือนละ 4 พันกว่าบาท
นายอุดม หงส์ชาติสกุล ผู้อำนวยการโครงการเอแบค คอนซูเมอร์ อินเด็กซ์ บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ และนายกสมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยถึงผลวิจัยเชิงสำรวจดัชนีผู้บริโภคประจำไตรมาส 4 ปี 2553 ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคครัวเรือนทั่วประเทศ 2,159 ตัวอย่างถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอย การซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าคงทนอื่นๆ รวมไปถึงสินค้าประเภทของขวัญในเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ ที่จะถึง โดยพบว่าส่วนใหญ่หรือ 59% ระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะซื้อสิ่งของเหล่านี้ รองลงมา 35.8% ระบุว่าไม่แน่ใจ มีเพียง 5.2% ที่เห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะซื้อสิ่งของเหล่านี้
ทั้งนี้ ผลการสำรวจด้านรายได้ของกลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 49.8% คิดว่ารายได้แย่ลง 41.9% คิดว่ารายได้ทรงตัว และอีก 8.3% คิดว่ารายได้ดีขึ้น แต่ประชาชน 62.6% ไม่มีเงินออม ส่วนที่มีเงินออมมีเพียง 37.4% โดยเป็นเงินออมในรูปของการฝากธนาคาร ทำประกัน และซื้อสลากออมสิน ตามลำดับ
นอกจากนี้ได้สำรวจถึงการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารเฉลี่ย 4,037-4,322 บาทต่อเดือน ตามด้วยการใช้จ่ายด้านเครื่องแต่งกายอยู่ที่ 1,168-1,382 ต่อเดือน โดยส่มตัวอย่าง 58.8% คิดว่าเศรษฐกิจของประเทศแย่ลง รองลงมา 30% มองว่าเศรษฐกิจของประเทศทรงตัว และอีก 11.2% มองว่าเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น
นายอุดม กล่าวว่า ผลการสำรวจเบื้องต้น สะท้อนถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชนในช่วงเทศกาลที่จะถึงนี้อยู่ในภาวะ “ทรงตัว” หรือ “ถดถอย” เล็กน้อย เนื่องจากประชาชนมีความระมัดระวัง รอบคอบ ในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เพราะมองว่าเศรษฐกิจของประเทศยังชะลอตัว รวมไปถึงแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามามีบทบาทสำคัญหรือหยั่งรากลึกในจิตสำนึกของประชาชนมากขึ้น
“การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนไม่ได้หยุดชะงักลง แต่ใช้เงินตามความต้องการซื้อที่แท้จริงมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาไทยเผชิญปัญหาการเมือง ภัยพิบัติทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม แต่ก็ได้เม็ดเงินจากภาครัฐเข้ามาอุดหนุนให้เกิดการหมุนเวียนอยู่บ้าง” นายอุดมกล่าวและว่า ปีหน้าคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3-4%



