
การเมือง:การก่อร่างความอหังการในโลกของตำรวจ
ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก สภาพสิ่งของที่ถูกรื้อกระจัดกระจายและฝ้าเพดานที่หล่นลงมาเกลื่อนบนพื้นห้องทำให้เธอใจหาย
“ทำใจตำรวจเขาก็บอกว่าตามยาก” หญิงผู้เสียหายวัยกลางคนเล่าว่าเธอเปิดบ้านหลังจากกลับจากทำงานในกลางดึกคืนหนึ่งที่ฝนตก ความกังวลและความทุกข์เพิ่มมากขึ้นเมื่อตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมไปมีมูลค่าหลายแสน “เข้าใจเลยว่าคนที่เขาถูกโจรกรรมเขารู้สึกอย่างไง มันทุกข์นะ เราทำงานเก็บหอมรอมริบกว่าจะได้มา อยู่ๆ ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเอาไปและเราก็รู้ทันทีด้วยสัญชาตญาณนะว่ายังไงก็คงไม่ได้ตัวคนร้าย ไม่ได้ของคืน”
เช่นเดียวกับหญิงสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 4 เธอจอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่ลานจอดรถด้านล่างหอพัก เมื่อตื่นเช้าจะไปมหาวิทยาลัยปรากฏว่ารถจักรยานยนต์เธอหายไป “หนูอาจโชคดีกว่าคนอื่น มีคนแนะนำให้รู้จักนายตำรวจใหญ่เขาเลยสั่งกำชับให้ลูกน้องเร่งติดตามให้หนู” ทั้งผู้เสียหายและตำรวจท้องที่ทั้งสายป้องกันและปราบปราม สายสืบสวนและหน่วยปราบปรามการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ต่างร่วมมือกันหาเบาะแส
ในที่สุดหญิงสาวได้รถจักรยานยนต์คืนภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวบทพิสูจน์สำคัญตอกย้ำคำกล่าวที่ว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” (เพียงแต่จะทำหรือไม่ทำเท่านั้น)
สิ่งที่ควรตั้งคำถามคือ ทำไมตำรวจไทยจึงไม่ทำหรือติดตามคดีบางคดี? คำถามที่ดูง่ายแต่เต็มไปด้วยเหตุปัจจัยเชิงอำนาจที่ซับซ้อนเกี่ยวพันกันอยู่เบื้องหลัง หากใช้คำตอบพื้นๆ ธรรมดาสามัญคือ มีคดีอื่นที่ทำง่ายกว่า นายและสื่อมวลชนให้ความสนใจมากกว่า เช่น ระหว่างคดียาเสพติดกับคดีลักทรัพย์ในเคหสถานนั้น คดียาเสพติดทำง่ายกว่ากันเยอะ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ข้อมูล เบาะแสเกี่ยวกับคนร้ายมีมากกว่าและส่งผลให้สามารถดำเนินการจับกุมปราบปรามได้ง่ายกว่า อีกทั้งการทำสำนวนสอบสวนเพื่อส่งฟ้องนั้นสามารถประกอบพยานหลักฐานได้ครบถ้วนชัดเจนมากกว่าด้วย อีกทั้งเมื่อนำมาแถลงข่าวสามารถทำให้นายได้หน้ามากกว่า ดังนั้นคดีนี้จึงน่าทำ
ในขณะที่คดีลักทรัพย์ในเคหสถานนั้น การเฝ้าติดตามจับกุมคนร้าย การเสาะหาพยานหลักฐาน เป็นไปได้ยาก ต้องใช้เวลาและความเพียรพยายามอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คดีประเภทนี้จะมีสัดส่วนการจับได้เมื่อเทียบกับคดีที่เกิดขึ้นอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก
“ตำรวจเขาบอกว่า เราก็ต้องช่วยกันระมัดระวังทรัพย์สินของเราเอง” ผู้เสียหายเล่าถึงบทสนทนาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกล่าวแก่เธอในวันที่ไปแจ้งความพร้อมกล่าวต่อว่า “ตำรวจบอกว่าโอกาสได้คืนยาก”
ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าไปแจ้งความก็คงไม่ได้ทรัพย์สินกลับคืนมา แต่ตำรวจก็ยังเป็นที่พึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีความหวังที่ลางเลือนก็ตาม
เธอเล่าว่า เธอไม่โกรธตำรวจที่ไม่สามารถติดตามคนร้ายและนำทรัพย์สินกลับคืนมาให้เธอได้ เพราะในห้วงเวลาที่ผ่านมาเธอทำกิจกรรมที่ใกล้ชิดกับตำรวจ “ทำงานด้วยกันก็รู้ว่าเขามีปัญหามากมาย เราก็เข้าใจ” ความเข้าใจทำให้ยอมรับ ไม่เพ่งโทษแต่กลับให้อภัย
น่าแปลกที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประชาชน การสร้างภาคีเครือข่ายเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าใจ ร่วมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้วยกันนั้น นอกจากตำรวจจะได้ประชาชนเป็นกำลังสำคัญเพิ่มขึ้นจากกำลังพลที่ตนเองมีแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้ประชาชนที่ทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ในการสร้างความเข้าใจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กรตำรวจอีกด้วย
หากแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์นี้น้อยมาก น้อยจนกระทั่งตำรวจในโรงพักต่างๆ มองว่าการเดินเข้าหาประชาชนเพื่อชวนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นการเพิ่มภาระงานและเสียเวลา? อะไรอยู่เบื้องหลังวิธีคิดและการแสดงท่าทีอหังการต่อประชาชนผู้รับบริการเช่นนี้?
“ถ้าตำรวจเอาเวลาไปนั่งพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน กับเอาเวลาไปเฝ้านักการเมือง ไปหานักการเมืองที่บ้าน อวยพรวันเกิด เขาจะได้รับสิ่งตอบแทนไม่เหมือนกัน ชาวบ้านเขาให้ตำแหน่งรองผู้การฯ ไม่ได้นะ แต่ถ้าคุณไปดูแลเฝ้านักการเมืองคุณอาจจะได้เป็นรองผู้การฯ แล้วอย่างนี้คุณคิดว่าตำรวจส่วนใหญ่เขาจะเลือกอะไร มันก็ไม่น่าแปลกใจหรอกที่โจรมันเต็มบ้านเต็มเมือง การเมืองไทยอ่อนแอและไร้คุณภาพเกินกว่าที่จะยอมปล่อยให้ตำรวจมีเสรีภาพ” คำพูดของนายตำรวจใหญ่ได้ใจความครบถ้วนในการตอบคำถามต่อท่าทีที่อหังการของตำรวจผู้ที่ไม่มีหัวใจที่จะพิทักษ์ราษฎร์และมีความเห็นว่า การสร้างมวลชนสัมพันธ์เป็นเรื่องเสียเวลา!
ปนัดดา ชำนาญสุข



