
ปชป.มั่นใจชนะคดียุบพรรค258ล้าน
ทีมกฎหมายปชป.มั่นใจชนะคดียุบพรรค 258 ล้าน เปิดข้อกฎหมายชนคำวินิจฉัยคดี 29ล้านมีผลผูก พันกัน ชี้ชัดผลสรุปต้องออกมาแนวเดียวกับคดี 29 ล้าน ไชยวัฒน์เหน็บสดศรีเป็นกกต.ใช้อารมณ์มากกว่าสติ หวั่นเลือกตั้งหน้ามีความไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมือง
(7ธ.ค.) เวลา 12.30 น. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน และนายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายฯ ร่วมกับแถลงข่าวถึงผลการหารือ โดยนายสุทัศน์ กล่าวว่า ในการประชุมดังกล่าวเพื่อหารือและกำหนดท่าทีในการพิจารณาของตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งได้นัดพร้อมคู่กรณีระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และอัยการสูงสุดในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ ในคดีกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาคจากบริษัททีพีไอ โพลีน (จำกัด) จำนวน 258 ล้าน
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ในวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมาทีมกฎหมายฯ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมาย เพราะข้อเท็จจริงในคดีเงินกองทุนฯ 29 ล้านบาทที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง และเงินบริจาค 258 ล้านบาทที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้อง มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกือบเหมือนกันทั้งหมด ทางพรรคจึงได้อาศัยประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ประกอบกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 300 และวิธีพิจารณาและทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในข้อ 6 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว เบื้องต้นขอให้วินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้อง ทางพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะ เป็นผู้ถูกร้องได้สรุปประเด็นในการยื่นดังกล่าว โดยมีความเห็นว่าเมื่อนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่ได้ทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรค ว่ายุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนเสนอเรื่องให้กกต.พิจารณากลั่นกรอง และใช้ดุลยพินิจ ตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 95 เพราะถือว่าเป็นการทำผิดข้อกฎหมายและไม่ครบขั้นตอน จึงไม่มีผลทางกฎหมายให้อัยการสูงสุดมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ในคดีเงินบริจาคฯ 258 ล้านบาท
“ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดี 29 ล้านบาทนั้น มีผลผูกพันกับทุกองค์กรทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุด ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 216 วรรคห้า อย่างไรก็ตามในวันนัดพร้อมที่ 9 ธ.ค. ทีมกฎหมายไม่สามารถก้าวล่วงการวินิจฉัยได้ แต่ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาออกมาเช่นไร ก็พร้อมจะน้อมรับและดำเนินการ ทั้งการสืบพยานทางพรรคก็มีพยานหลักฐาน หรือวินิจฉัยก็พร้อมจะน้อมรับ ทั้งนี้มีเอกสารเป็นบันทึกคำให้การของอภิชาต ต่อพนักงานอัยการที่ระบุถึงการทำหน้าที่ของประธานกกต. ฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งคำบันทึกให้การดังกล่าวอยู่ที่ศาลครบถ้วนแล้ว” นายสุทัศน์ กล่าว
นายสุทัศน์ กล่าวว่า คณะทำงานด้านกฎหมายมีความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับคดี เช่น มีพรรคการเมืองบางพรรค พยายามข่มขู่ กดดันศาลหลายครั้ง และมีนักวิชาการที่ไม่เข้าใจวิธีพิจารณาของศาล ออกมาให้สัมภาษณ์ซึ่งเกรงว่าอาจจะเกิดความสับสน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่าหากพรรคเพื่อไทยมีอำนาจก็จะยุบศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตนเชื่อว่าถ้าเป็นบุคคลที่มีจิตใจบริสุทธ์และทำสิ่งที่ถูก ไม่ควรกังวลกับการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกับผีที่ไม่กลัวความมืด แต่ผีต้องกลัวความสว่าง ดังนั้นคณะกฎหมายไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของร.ต.อ.เฉลิม
“พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดออกกฎหมายลงโทษบุคคลที่วิจารณ์ศาล ความจริงเรื่องบทบัญญัติเรื่องละเมิดศาลนั้น ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอกฎหมายเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว” นายสุทัศน์ กล่าว
นายสุทัศน์ กล่าวในช่วงท้ายการแถลงข่าวด้วยสีหน้ามั่นใจว่า “เมื่อได้ดูอย่างรอบคอบแล้ว ผมเชื่อมั่นสูงว่าผลการวินิจฉัยคดีเงินบริจาคฯ 258 ล้านบาทน่าจะชนะ”
ด้านนายวิรัตน์ กล่าวว่า คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคของชื่นชมศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมจำนนต่อม็อบและคลิปที่มีการข่มขู่อยู่เป็นระยะ ทั้งนี้คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคมีความเป็นห่วงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพราะคนกลุ่มนี้ทำอะไรก็ได้ รวมถึงคนของพรรคเพื่อไทยก็พยายามทำทุกรูปแบบ โดยมีการเตรียมการกันเป็นระยะ เช่น คลิปเสียงที่ออกมาเป็นระยะๆ นั้นเชื่อว่าได้มีการเตรียมการไว้ 1-3 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ส่วนที่ร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์ว่าจะยุบศาลให้เหลือศาลเดี่ยวนั้น เชื่อว่าหากกลับมามีอำนาจก็ทำแน่ เพราะวิ่งไม่ได้เลยต้องยุบทิ้ง และก่อนหน้ามีการขู่มาตลอด ดูได้จากที่ตุลาการยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ซึ่งเป็นการเปิดเผยว่ากระบวนการชั่วร้ายมีอยู่ในประเทศไทย
“กรณีที่นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 40 กล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำลายศาล ผมขอถามว่าใครเป็นผู้ทำลาย เพราะการที่ออกมาพูดโดยไม่เห็นสำนวน รู้ได้อย่างไรว่าต้องยุบ ทั้งนี้ในคดีเงินบริจาคฯ 258 ล้านบาท พรรคจะสู้ในหลักเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งในคดีที่ผ่านมาพยานและเอกสารเป็นชุดเดียวกัน ที่สำคัญนายอภิชาตไม่ได้ทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ดังนั้นผลการวินิจฉัยคงเป็นทิศทางอื่นยาก” นายวิรัตน์ กล่าว
นายวิรัตน์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความพร้อมหากศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีการสืบพยานต่อ ว่าในคดีเงินบริจาคฯ 258 ล้านบาทที่กล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์รับเงินจากนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารของบริษัททีพีไอฯ ในการสืบพยานคดี 29 ล้านบาทนั้น นายประชัย ได้เบิกความให้การต่อศาลไปแล้ว โดยยืนยันว่าบริษัททีพีไอฯไม่เคยมอบเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ และที่สำคัญนายประชัยกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่แฮปปี้กัน เพราะเคยต่อต้านเรื่องกฎหมายขายชาติ และนายประจวบ สังข์ขาว กรรมการผู้จัดการบริษัทเมซไซอะฯ ก็ระบุชัดเจนว่ารับงานและรับเงินจากพรรคประชาธิปัตย์จริง โดยมีเช็คขีดคร่อมออกจากบัญชีจากบัญชีของพรรค ซึ่งไม่เกี่ยวกับบริษัททีพีไอฯ
“เรื่องนี้ดีเอสไอท่านหนึ่ง เคยเรียกพยานไปขู่ มีการหลอกล่อผลประโยชน์ เช่น ซื้อบ้านให้ ซึ่งกระบวนการที่ว่าปรากฎชัดในคดี 29 ล้านบาทไปแล้ว คดีกล่าวหาว่าพรรคไปเอาเงินจากบริษัททีพีไอฯ ตรวจสอบในบัญชีส.ส.ของพรรคก็ไม่พบ ผมเชื่อว่าคนของพรรคเพื่อไทยป็นคนเก่ง หากมีจริงก็โดนไปแล้ว” นายวิรัตน์ กล่าว
ส่วน นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ที่โยนภาระความรับผิดชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองนั้น ตนมองว่าเป็นอาการที่น่าเป็นห่วง หากนางสดศรียังเป็นกกต.อยู่ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคงจะให้ความเป็นธรรมกับพรรคการเมืองยาก เพราะนางสดศรีใช้อารมณ์มากกว่าสติสัมปชัญญะ เพราะคนที่อดีตเคยเป็นถึงศาลยังไม่เข้าใจกระบวนการพิจารณาและไม่ยอมรับคำวินิจฉัย เป็นเรื่องแปลก



