ข่าว

งอมืองอเท้าเฝ้า'วอน นอน คุก'

งอมืองอเท้าเฝ้า'วอน นอน คุก'

07 ธ.ค. 2553

กลุ่มคนเสื้อแดงทยอยไปร่วมฟังทอล์กโชว์ "วอน นอน คุก" ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือที่ใครๆ หลายคนรู้จักเขาในนาม บก.ลายจุด ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว กันอย่างคึกคัก

 แม้จะรับรู้ว่านี่คือการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ แม้ว่าเนื้อหาการทอล์กโชว์ จะเป็นการเสียดสีกลุ่มพันธมิตร และรัฐบาล ไม่เฉียดใกล้ "สถาบัน" แต่กลิ่นอายที่ออกมานั้นหลายคนกระหายให้เอาคนบางคนไปนอนในคุกจริงๆ เพราะต่างก็เป็นที่รับรู้กันดีว่า เพราะทอล์กโชว์นี้ กำหนดแต่แรกว่าเป็นวันเดียวกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา

 การขับเคลื่อนการเมืองเชิงสัญลักษณ์จึงถูกกระแสต้านจากประชาชนคนไทยส่วนใหญ่จนทำให้ต้องงดจัดในวันที่ 5 ธันวาคม มาเป็นวันที่ 6 ธันวาคม สองรอบ บ่าย-ค่ำ

 แต่นั่นก็ยังคงถือเป็นการท้าทายความรู้สึกของประชาชนคนไทยอยู่ดี ที่เห็นว่าช่วงนี้เป็นห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองแด่ "พ่อของแผ่นดิน"

 แต่ดูเหมือนการเมือง หรือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองไม่ได้มองตรงนี้

 ถึงแม้ว่า เมื่อ นปช.เปลี่ยนแปลงแม่ทัพใหม่ จากที่ก่อนหน้านี้เป็นครูใหญ่ ผู้ชี้นำความคิด และหลักการ รวมไปถึงการถ่ายทอดทฤษฎีการเคลื่อนไหวของมวลชน จะยืนยันว่า 1.ไม่ล้มเจ้า 2.ไม่ใช้ความรุนแรง

 แต่เป้าหมายที่กำหนดไว้คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศ นั้น จะหลีกเลี่ยงคำมั่นสัญญาที่ว่าได้หรือ โดยเฉพาะข้อ 2

 ฝ่ายความมั่นคงซึ่งจับตามองเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น บอกว่า พื้นเพของ "สหายปูน" ธิดา ถาวรเศรษฐ นั้น มาจากการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยตั้งแต่เมื่อครั้งลัทธิคอมมิวนิสต์เรืองรุ่ง และกำเนิดเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

 สหายปูน ได้รับการยอมรับทั้งจากผู้ใหญ่ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสมาชิกพรรคในเรื่องของหลักการ และทฤษฎีมาตั้งแต่ยุคนั้น เมียของผู้อาวุโสคนหนึ่งในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นรัก "สหายปูน" เหมือนลูกสาวในไส้

 ในยามนั้น "สหายปูน" จะทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นหลักในทฤษฎีการเคลื่อนไหว เช่นเดียวกับเมื่อก่อนหน้านี้ที่ "สหายปูน" ก็เป็นหลักให้แก่ นปช. กระทั่งรับรู้แล้วว่า วิธีการ "ม้วนเดียวจบ" ที่ นปช.ใช้นั้น ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และปัจจัยที่เกี่ยวกับบุคคลที่ถูกชูเป็นตัวนำนั้น กลับเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะ ทักษิณ ชินวัตร และนักการเมืองที่อยู่รอบข้างจนทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้เป็นไปตามที่วาดหวัง

 ถึงแม้ว่า บรรดาแกนนำนปช. ซึ่งก็รวมทั้ง หมอทั้งหลาย ที่อยู่รอบข้างทักษิณ จะให้การยอมรับ "สหายปูน" แต่การขับเคลื่อนกลับติดขัด เพราะดันไปติดในเรื่องที่ว่า ต้องเอาทักษิณ กลับบ้าน

 เมื่อเป้าหมายแยกออกเป็น 2 ทาง การต่อสู้ก็สับสน

 นั่นคือบทสรุปของฝ่ายความมั่นคง เชื่อว่าเป็นที่มาประการหนึ่งของการออกมายืนแถวหน้าของ "สหายปูน"

 และไปสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ก่อนหน้านี้ว่า เคยเตือนทักษิณ ในเรื่องเหล่านี้ว่า เมื่อมวลชนถูกปลุกจนมีกำลังแก่กล้า ก็จะเป็นจังหวะเดียวกับผู้นำทางการเมืองผยองในอำนาจจนกระทบต่ออำนาจประชาชนที่บ่มเพาะความไม่พอใจจากการกดขี่ และการถูกเอารัดเอาเปรียบจากการใช้ทรัพยากร รวยกระจุก จนกระจาย ได้เฉพาะพวกพ้อง การปฏิวัติประชาชน หรือสงครามประชาชน ก็อาจจะปะทุขึ้นได้ในตอนนั้น

 แต่สิ่งที่ได้รับคำตอบจากทักษิณ ก็คือ "ผมคุมได้"

 แม้ไม่มีการระบุว่า ผู้ที่ชักใยความคิดที่พล.อ.สนธิ ระบุนั้นเป็นใคร แต่นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการยึดอำนาจของกองทัพในวันนั้น

 ทว่า สถานการณ์ในวันนี้กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กองทัพ ถึงแม้จะมีอำนาจและเป็น "เสือ" ที่ยืนมองด้วยแววตาถมึงทึงอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความจะเข้ามาจัดการอะไรได้ตามใจชอบ เพราะติดขัดเรื่องการยอมรับและเสี่ยงที่จะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่มวลชนที่ไม่เพียงแต่มีคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่แล้ว และกำลังเร่งความแรงขึ้นหลังคำตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

 สถานการณ์นั้นเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเร่งให้เกิด ซูการ์โน ของอินโดนีเซีย ซูจี ที่พม่า หรือกระทั่ง เมีย อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย

 การคลี่คลายปัญหานี้จึงตกหนักอยู่ที่รัฐบาล ที่แม้ว่าจะอ่อนแอ ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2550 กระทั่งเกิดเหตุรุนแรง เมื่อปีที่แล้ว และแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นประวัติศาสตร์การเมืองไทยเมื่อกลางปีนี้ที่ถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง

 ประชาธิปัตย์เชี่ยวชาญและฉับไวเพียงแค่เรื่องการพร้อมยุบสภาในทันทีที่รู้และชัดเจนว่า เลือกตั้งแล้วชนะการเลือกตั้ง หรือยุบทันทีที่รู้ล่วงหน้าว่า ทหารจะปฏิวัติ

 แต่กับปัญหาการรวมพลของมวลชน การเข้าไปชิงการนำ การตอบสนองแก้ไขปัญหาในระดับรากหญ้า ถูกละเลยมาอย่างต่อเนื่อง ปล่อยให้มวลชนที่ไร้ที่พึ่งไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเชื่อ และเดินไปหาในสิ่งดั้งเดิมที่เคยตอบสนองก่อนหน้านี้

 สิ่งเหล่านี้จะใช้คำว่า "จับตาดู" เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้สถานการณ์บ้านเมืองพ้นจากภาวะวิกฤติ แต่จะเป็นการงอมืองอเท้าเฝ้ารอวิกฤติที่ก่อตัวขึ้นมาย่ำยีประเทศอีกครั้ง

ศรุติ ศรุตา