
เสน่ห์เมืองกาญจน์
ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสพานักธุรกิจมากกว่าสามสิบคนจากหลายประเทศในยุโรป ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในภาคกลางของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญหรือไฮไลท์อยู่ที่กาญจนบุรี แน่นอนว่าหัวใจอยู่ที่การพานักธุรกิจจากยุโรปเหล่านั้น นั่งรถไฟสายมรณะเลียบเลาะแ
และเป็นช่วงเวลาของการจัดงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควพอดี เพียงแต่ปีนี้เปิดประเด็นไปในรูปแบบของงานกาชาดประจำปี แต่ก็ยังมีการจัดนิทรรศการแสงสีเสียงที่สะพานข้ามแม่น้ำแควในยามค่ำเหมือนเช่นเคย เพราะเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองกาญจนบุรี ที่สร้างแรงดึงดูดใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มาเยือนได้อย่างเนืองแน่นตลอดมา
ในฐานะของคนไทยเจ้าของบ้าน ผมพร่ำพรรณนาถึงเรื่องราวของรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว จนนักธุรกิจชาวเบลเยียมท่านหนึ่งซาบซึ้งจนน้ำตาเกือบไหล เพราะพ่อของเขาเคยนั่งเฝ้าชมภาพยนตร์เรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซ้ำแล้วซ้ำอีกนับสิบๆ รอบเมื่อเขายังเป็นเด็กหนุ่ม
แต่ผมกลับเริ่มรู้สึกผิดที่เลือกเอาไฮไลท์มาฝากไว้กับโปรแกรมนี้ นับตั้งแต่เริ่มย่างเท้าก้าวขึ้นบนขบวนรถไฟสายมรณะ ซึ่งผมและคณะเลือกที่จะขึ้นจากปลายทางที่สถานีน้ำตกย้อนกลับมาตัวเมืองกาญจนบุรี เพราะสองฟากข้างของรางรถไฟมีแต่ต้นหญ้าและต้นไม้ขึ้นเบียดจนชิดโบกี้ รถไฟวิ่งไปมีกิ่งไม้ตวัดเข้ามาตีกับขอบหน้าต่างเป็นระยะๆ จนคนที่นั่งชมทิวทัศน์ต้องคอยผงะหน้าหลบกิ่งไม้อยู่หลายครั้ง แทบจะไม่ต้องพูดถึงการที่จะชะโงกหน้าออกไปรับลมชมทิวทัศน์หรือถ่ายรูปนอกหน้าต่าง
ทั้งที่รถไฟสายนี้เป็นสายเพื่อการท่องเที่ยว แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับไม่พยายาม ที่จะพัฒนาให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจแม้แต่น้อย ตู้โดยสารก็เก่าจนมีเขม่าดำจับบนเพดานเห็นได้ชัด ทุกอย่างแย่จนถึงขั้นที่ผมไม่กล้าแสดงความเห็นว่า น่าจะทำโครงครอบบนหัวรถจักรดีเซล ให้ดูเหมือนรถจักรไอน้ำย้อนยุคเสียหน่อย ก็จะสร้างเสน่ห์ให้เกิดขึ้นได้อีกมาก
ส่วนช่วงหัวค่ำในการแสดงแสงสีเสียงที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ก็เปลี่ยนแปลงไปจนจำเค้าโครงเดิมที่ผมเคยไปชมมาแล้วหลายครั้งไม่ได้ เพราะแทนที่ไฮไลท์หรือจุดสำคัญของงาน จะอยู่ที่ตำนานความโหดร้ายของสงครามที่มีต่อเชลยศึก การแสดงแสงสีเสียงในปีนี้กลับเป็นออเคสตร้ากลางน้ำ มีเรือยาวสองลำออกมาพายแข่งกันยามค่ำคืน ระบบเสียงที่ฟังคำบรรยายไม่รู้เรื่อง จะมีโดดเด่นก็เพียงแค่การจุดพลุขึ้นมาอยู่สองชุดเท่านั้น ที่พอจะเรียกร้องความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้บ้าง
ผมไม่ทราบว่าใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดงานครั้งนี้ แต่บอกได้เพียงอย่างเดียวว่า ท่านได้ทำลายความขลังและเสน่ห์ของตำนานแห่งทางรถไฟสายมรณะ รวมถึงสะพานที่คนทั้งโลกรู้จักลงไปจนหมดสิ้น นักท่องเที่ยวหลายคนบอกกับผมว่ามันคืองานแสดงพลุไฟ และเป็นการโชว์ถึงประเพณีไทยที่ผสมผสานกับความทันสมัย ไม่ใช่งานสะพานข้ามแม่น้ำแควแต่อย่างใด
นี่คือกรณีศึกษาสำหรับการจัดงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทง, สงกรานต์, ตักบาตรเทโว, แข่งเรือยาว หรือเทศกาลแห่ผีตาโขน ที่คณะผู้จัดงานต้องรู้ว่าหัวใจ, ไฮไลท์ หรือเสน่ห์ของงานควรอยู่ที่ตรงไหน ไม่ใช่จัดมั่วไปหมดจนทำให้เสียบรรยากาศ และงบประมาณไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เสียดายเมืองกาญจนบุรีที่มีเสน่ห์เป็นตัวของตัวเอง และเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมแสนรัก และไปเยือนอยู่บ่อยครั้งมากครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



