ข่าว

จากตุลาการภิวัฒน์ถึงเสมียน/สารบรรณธิปไตย

จากตุลาการภิวัฒน์ถึงเสมียน/สารบรรณธิปไตย

07 ธ.ค. 2553

สารบรรณ [สาระ-] น. หนังสือที่เป็นหลักฐาน, เรียกงานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแต่การจัดทำ การรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทำลายเอกสาร ว่า งานสารบรรณ (พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542)

 เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วมีนักวิชาการฝรั่งท่านหนึ่ง ได้มาศึกษาการเมืองและการบริหารของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับระบบราชการประเทศอื่น และเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา

 หนึ่งข้อค้นพบสำคัญของเขาก็คือ การเมืองไทยนั้นมีลักษณะพิเศษ ที่ถูกครอบงำโดยระบบราชการ โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ที่ทำหน้าที่ "ชงเอง-กินเอง" ในความหมายของการที่เป็นกลุ่ม/สถาบันที่พัฒนาขึ้นก่อนสถาบันทางการเมืองอื่นๆ และสามารถครอบงำ-กำหนดประเด็นทางการเมือง โดยปราศจากการตรวจสอบจากประชาชน และจากสถาบันทางการเมืองอื่น หรือที่เรียกว่าการขาด "ความรับผิด" (accountability) ต่อสาธารณะ

 อย่างไรก็ตาม นักวิชาการท่านนั้นไม่ได้เน้นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ความล่าช้าในการพัฒนาของสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ที่จะมาคัดง้างกับระบอบอำมาตยาธิปไตยนั้นอาจไม่ใช่ประเด็นแค่ในเรื่องของประวัติศาสตร์

 แต่หมายถึงปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ "ค้ำยัน" ระบอบอำมาตยาธิปไตยเอาไว้ ในแต่ละวันมากกว่า โดยเฉพาะในส่วนของข้าราชการฝ่ายทหารในระบอบดังกล่าว

 ผ่านมาหลายปี นักวิชาการชาวไทยท่านหนึ่งเสนอทางออกสำคัญให้พ้นจากวิกฤติสังคมไทยด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ตุลาการภิวัฒน์" โดยมีนัยว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองของข้าราชการฝ่ายตุลาการ จะเป็นหลักประกันสำคัญต่อความยุติธรรมในสังคม

 อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญในยุคตุลาการภิวัฒน์นั้นก็ยังคงเป็นเรื่องของประเด็นในเรื่องของความรับผิดต่อสาธารณะเช่นเดิม ในความหมายของการตรวจสอบว่ากระบวนการในการได้มาซึ่งความยุติธรรมนั้นถูกตรวจสอบได้โดยสถาบันอื่นๆ ได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการของการทำให้การแทรกแซงของสถาบันตุลาการนั้นกลายเป็นสถาบันมากขึ้นในแง่ของการระบุไว้ในกฎหมาย อาทิ โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ

 และในอีกด้านหนึ่ง ก็คือการค้ำยันสถาบันดังกล่าวไว้ด้วยกฎหมายหมิ่นศาล และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ การมีพลังสังคมใหม่ๆ ที่เข้ามาโอบล้อมไว้ด้วย ดังที่ปรากฏให้เห็นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

 เราอาจจะรีบสรุปว่า พลังของระบอบที่ดำเนินอยู่นั้นเข้มแข็งมาก และยิ่งประกอบด้วยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์เข้าไปแล้ว ระบอบที่ดำเนินอยู่นั้นยิ่งมีความเข้มแข็งมากเข้าไปอีก ทั้งในส่วนของการค้ำยันระบอบด้วยกระบวนการตุลาการ และการค้ำยันระบอบตุลาการด้วยระบอบฯ และด้วยพลังสังคมหลายส่วน

 ในด้านหนึ่งเราเห็นการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไป และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นในทางวิชาการ

 ถ้าแข็งแกร่งจริงก็ไม่น่าจะลากยาวให้ลุ้นแล้วจบแบบสารบรรณธิปไตยเหมือนเมื่อสัปดาห์ก่อนหรอกครับ...