ข่าว

เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินแสงแห่งความสงบแดนใต้

เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินแสงแห่งความสงบแดนใต้

07 ธ.ค. 2553

ความล้มเหลวในการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตัวจริงในเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ดินแดนปลายด้ามขวานมาดำเนินคดีทางกฎหมาย คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่นำมาซึ่งการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ในพื้นที่ 3 จังหวัด

จวบจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี แล้วที่มีการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาแล้ว 21 ครั้ง แม้เจ้าหน้าที่จะมีอำนาจในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด และนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ส่วนหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าผลพวงหนึ่งที่เกิดขึ้นจาก “กฎหมายพิเศษ” ในพื้นที่ นั่นคือความ“ชิงชัง” และ “ต่อต้าน” เจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมายควบคู่กันไปกับการใช้กฎหมาย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่มีเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ดังเซ็งแซ่มาจากพื้นที่

 ล่าสุดท่าทีตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากไม่นานมานี้มีการนำร่องยกเลิกการบังคับใช้ในพื้นที่ 4 อำเภอ อันประกอบด้วย อ.นาทวี อ.จะนะ อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และทดลองใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง)แทน จนหลายฝ่ายพบสัญญาณในสถานการณ์ที่น่าพอใจ

 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมาย้ำแนวคิดการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจนอยู่แล้ว ไม่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น แต่รวมถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอใน จ.สงขลาด้วย หากมีความสงบเรียบร้อยแล้วสามารถยกเลิกได้ทันที
 
   ด้าน “นิมุ มะกาเจ” ประธานสภาเสริมสร้างสันติสุข จ.ยะลา ในฐานะอดีตรองประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.ยะลา มองว่า  พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกฎหมายเดียวกันทั่วประเทศ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระบวนการการนำไปใช้ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่นำไปปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจมีข้อละเว้น หรือผ่อนปรน ผ่อนคลาย หรือพูดง่ายๆ คือ ใช้แบบไม่ 100 เปอร์เซ็นต์

 "การเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านและเข้าถึงประเด็นและความสำคัญของการยกเลิก โดยอาจนำร่องจากการยกเลิกเป็นรายพื้นที่ไปก่อนเพื่อค่อยๆ ปรับความเข้าใจ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งการเลือกยกเลิกแบบเจาะพื้นที่เป็นรายๆ นั้น เช่น พื้นที่ใดที่สามารถปกครองและดูแลตนเองได้ไม่มีปัญหาก็สามารถยกเลิกได้เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่พื้นที่อื่นหากต้องการยกเลิกพ.ร.ก.ด้วยก็ต้องทำให้ตรงหรือครบเงื่อนไขที่รัฐกำหนดให้ได้" นายนิมุ กล่าว

 ด้าน “พ.อ.บรรพต พูลเพียร” โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า การยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นสิ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 พิจารณาอยู่อย่างใกล้ชิด แต่การยกเลิกจะทำในลักษณะเป็นการยกเลิกรายอำเภอไป หลังจากที่ได้ยกเลิกใน 4 อำเภอสงขลามาแล้ว ทำให้การยกเลิกครั้งต่อไปก็จะทำเป็นรายอำเภอ ส่วนจะมีอำเภอใดนั้น ต้องนำเงื่อนไขในหลายๆ มิติมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น สถานการณ์ความไม่สงบที่ลดลง ความเข้มแข็งภาคประชาชน ตลอดจนการเปิดพื้นที่แหล่งเคลื่อนไหวหรือเป็นแหล่งพักพิงของกลุ่มแนวร่วมหรือไม่ 

 โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวอีกว่า อำเภอที่กำลังได้รับการพิจารณายกเลิกเป็นอำเภอที่ 5 ต่อจาก อ.นาทวี จะนะ เทพา และสะบ้าย้อย ของ จ.สงขลา คือ อ.เบตง จ.ยะลา เนื่องจากได้มีการพิจารณาความพร้อม ความเหมาะสม และแนวโน้มในการดูแลพื้นที่ของประชาชน แม้ว่าที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้จะมีสถิติเกิดเหตุความไม่สงบน้อยกว่าพื้นที่อื่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากปรากฏเหตุขึ้นในเขตเบตง มักจะสร้างแรงกระเพื่อมในแง่เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาทุกภาคส่วนใน อ.เบตง จึงได้ขับเคลื่อนแนวทางดูแลพื้นที่ร่วมกัน และได้ผลเป็นที่น่าพอใจจนอยู่ในข่ายการพิจารณายกเลิก พ.รก.ฉุกเฉิน ต่อจาก 4 อำเภอ จ.สงขลา โดยจะมีการนำเสนอในการพิจารณาการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในครั้งต่อไปวันที่ 19 มกราคม ปีหน้า

 "กอ.รมน.ภาค 4 ยังได้เก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติของทุกอำเภอใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อนำไปสู่การพิจารณายกเลิก พ.ร.ก. หรือใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก่อนจะนำไปสู่ทิศทางการใช้กฎหมายปกติในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่สุด" พ.อ.บรรพต กล่าว

     - สุพิชฌาย์ รัตนะ -