ข่าว

อภิสิทธิ์ปิดทาง"ทักษิณ"ต่อรอง-เย้ย8เมย.ชุมนุมใหญ่หนที่3

อภิสิทธิ์ปิดทาง"ทักษิณ"ต่อรอง-เย้ย8เมย.ชุมนุมใหญ่หนที่3

03 เม.ย. 2552

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 14.45 น.วันที่ 3 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภายในประเทศว่า ตนได้ติดตามสถานการณ์โดยตลอด ขณะนี้รัฐบาลอาศัยกระบวนการของศาลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการกระทบกระทั่งกัน

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับยุทธศาสตร์ดาวกระจายของกลุ่มผู้ชุมนุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เป็นปัญหา จะเคลื่อนไหวไปชุมุนมหรือแสดงออกที่ไหน ถ้าอยู่ในกรอบของกฎหมายก็สามารถทำได้

 "เราไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงและต้องไม่ให้กระทบกับการทำงานของรัฐบาล ส่วนการใช้ทำเนียบรัฐบาลในการทำงานของรัฐบาลก็จะผ่านกระบวนการของศาลเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้"

 ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯจะร่วมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในการเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ถ้าจะไปพบกันที่ไหนก็บอกได้เพียงว่าเราให้ความเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

 เมื่อถามย้ำว่าเห็นด้วยกับแนวทางการเจรจาใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ขึ้นอยู่กับว่าการพูดคุยนั้นเป็นลักษณะไหน เพราะจุดยืนของรัฐบาล จะไม่มีการเอาเรื่องอะไรมาต่อรองเพื่อให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต หรือไม่รักษาหลักการของบ้านเมือง เพราะนายสุเทพ กับตนเข้าใจกันดีว่า ความถูกต้องและความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่สามารถต่อรองได้ แต่ถ้าจะพูดคุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้มีเจตนาในการกลั่นแกล้งใคร และจะให้ความเป็นธรรม จะให้เกิดความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยอย่างไรก็คุยกันได้  ส่วนแกนนำผู้ชุมนุมและผู้ชุมนุมรวมถึงพรรคฝ่ายค้าน ถ้าจะพูดคุยเกี่ยวกับกรอบการปฏิรูปการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็พูดคุยกันได้ กรอบก็มีอยู่เท่านี้ แต่ถ้าจะต่อรองว่าให้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเพียงเพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้จะไม่ทำ

 ต่อข้อถามว่าจะให้นายสุเทพ ดำเนินการเจรจาไปเลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่ายังไม่มีความพยายามที่จะมาพูดคุยจากฝั่งตรงข้าม ทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังไม่มีการแสดงท่าทีที่จะพูดคุย แต่เป็นการแสดงออกของรัฐบาลว่าเราไม่ได้มองใครเป็นศัตรู

 ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ในการตั้งโต๊ะเจรจากันใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า คำว่าตั้งโต๊ะเจรจาจะเจรจาเรื่องอะไร ทำได้ก็คือการทำความเข้าใจกันเท่านั้นเอง ส่วนข้อเรียกร้องก็สามารถยื่นมาได้อยู่แล้ว แต่ข้อเรียกร้องใดที่กระทบต่อความถูกต้อง หลักกฎหมาย ความมั่นคงของชาติ รัฐบาลไม่อยู่ในฐานะที่จะไปต่อรองอะไรทั้งสิ้น

 เมื่อถามว่าแสดงว่ารัฐบาลปิดประตูเลยใช่หรือไม่หากพ.ต.ท.ทักษิณ จะขอเจรจาเรื่องคดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คดีก็คือคดี ไม่อย่างนั้นเราจะรักษาหลักของบ้านเมืองได้อย่างไร คนทำผิดแล้วไม่ต้องยอมรับผิดก็คงไม่ได้ ส่วนถ้ารับผิดแล้วต่อไปวันข้างหน้ามีกระบวนการในการให้อภัยกัน สังคมเราก็มีอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะต้องรับผิดก่อน ทำผิดแล้วไม่รับผิดไม่ได้

 ต่อข้อถามว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ติดต่อไปหรือจะรอการติดต่อจากพ.ต.ท.ทักษิณ  นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราได้แสดงออกชัดเจนแล้วว่าเราพร้อมที่จะทำความเข้าใจ และพร้อมที่จะรับฟังว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาในบ้านเมืองขณะนี้เกิดขึ้นนานไปแล้วหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะถามว่านานเกินไปหรือยัง ก็ต้องบอกว่าปัญหานี้ยืดเยื้อมา และถ้าเราจะมองว่าการจบลงของปัญหาคือการยอม ๆ กันไป ตนก็ตั้งคำถามว่าถ้าวันนี้เราไม่คิดถึงหลัก และยอม ๆ กันไป คิดว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีกลุ่มอื่นออกมาเรียกร้องบ้างหรือ ดังนั้นในที่สุดก็ต้องอยู่ที่กระบวนการที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ เช่น ผิดหรือถูกก็ต้องยอมรับคำตัดสินของศาล ไม่ใช่ศาลตัดสินเป็นคุณกับเรา เราก็เคารพศาล พอศาลตัดสินอะไรที่ไม่เป็นคุณกับเรา ก็บอกว่ากระบวนการของศาลเชื่อถือไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้บ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่าหากกระบวนการเจรจาไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้จะส่งผลให้การชุมนุมยิ่งรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง ไม่ให้เกิดการหยุดชะงักของการทำงาน และการแก้ไขปัญหา

 "ผมยืนยันมาตลอดว่าเวลาของผมก็จะเดินหน้าในการทำงานในสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะขณะนี้ทั่วโลกก็ชัดเจนว่าปัญหาใหญ่คือการดูแลไม่ให้คนตกงาน การประคับประคองเศรษฐกิจ ทั่วโลกก็เรียกร้องให้ทุกคนร่วมมือกัน เราก็ต้องถือตามแนวทางนี้ แต่เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งยังอยากจะแสดงออกก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่กระทบกับการทำงาน และไม่ทำให้เกิดความรุนแรงเสียหายต่อส่วนรวม"
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ตอนที่ไปร่วมประชุมจี 20 ผู้ชุมนุมพยายามเข้าไปในสถานที่ราชการต่าง ๆ เขาก็สลายการชุมนุม หรือแม้แต่การประชุมนาโต้ในขณะนี้ก็ยังมีการสลายการชุมนุม แต่เราถือว่าหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะ เพราะจะสลายการชุมนุมเพื่อหวังให้จบก็ไม่ได้ ถ้าผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องก็สามารถมาชุมนุมกันได้ แต่เราต้องรักษากฎหมายโดยพยายามใช้กระบวนการของศาลเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และขณะนี้รัฐบาลก็เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยตนได้ชี้แจงกับต่างประเทศตลอดเวลาว่าปัญหาทางการเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่กระทบกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ถ้าเราใช้ความรุนแรงหรือจำนนต่อความไม่ถูกต้องก็จะกระทบกับเศรษฐกิจในระยะยาว

 เมื่อถามว่าจำเป็นต้องมีคนกลางเข้ามาเจรจาแก้ปัญหาขณะนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ขัดข้อง หากใครจะเสนอตัวเข้ามาเป็นคนกลางก็ต้องดู ถ้าเข้ามาแล้วเราเห็นว่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้บนความถูกต้อง เราก็ยินดี

 ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นห่วงการชุมนุมใหญ่วันที่ 8 เม.ย.หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้คุยกันแล้วกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะยังคงใช้แนวปฏิบัติตามที่ได้ปฏิบัติกันมา เพราะในรัฐบาลนี้เขาก็ประกาศชุมนุมใหญ่มา 3 ครั้งแล้ว

 เมื่อถามย้ำว่ายังมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า มั่นใจ เพราะที่ผ่านมา 3 เดือน ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แนวทางและจุดยืนของเรามีความชัดเจน เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจแทบจะเรียกได้ว่าเกือบทั้งหมดในสังคมเข้าใจถึงการรักษาแนวทางที่เราคิดว่าจะไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติมขึ้นมา

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของกลุ่มเสื้อแดงยังยืนยันที่จะโค่นล้มระบอบอมาตยาธิปไตย โดยพล.อ.เปรม ติณสุลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีจะต้องลาออก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีระบอบอมาตยาธิปไตย ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของสภา ตนมาจากการเลือกของสภา เลือกตั้งซ่อม 27 เขตก็เป็นการแข่งขันกันตามปกติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ทำในสภา รัฐบาลก็มีเสียงข้างมากสนับสนุนเพิ่มขึ้นมาอีก ถ้าเทียบกับตอนเลือกนายกรัฐมนตรี หรือช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นเป็นไปตามระบบรัฐสภาทุกอย่าง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาบอกว่าขณะนี้มีบุคคลอื่นนอกระบบการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

 “นโยบายที่รัฐบาลทำคิดว่าเกี่ยวข้องกับคนที่เขาอ้างว่ามามีอิทธิพลขณะนี้หรือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ มีใครคิดบ้างว่าองคมนตรี หรือใครต่อใคร เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีหรอกครับ กองทัพก็ทำหน้าที่ตามปกติ ทำงานกับรัฐบาลภายใต้นโยบายของรัฐบาล ในโครงสร้างกองทัพ กอ.รมน. นโยบายยาเสพติด ความมั่นคงของประเทศ ก็ว่าไปตามปกติ เพราะฉะนั้นมันเป็นความพยายามที่จะหยิบยกเรื่องเก่าๆหรือปลุกระดมให้เกิดความรู้สึกมาว่ามันจะต้องมาเผชิญหน้ากัน ซึ่งผมก็ยืนยันว่ามันไม่มีเงื่อนไขอย่างนั้น รัฐบาลนี้ก็ทำงานให้กับทุกคน ทุกกลุ่ม นโยบายก็เน้นไปที่คนที่ด้อยโอกาสที่สุด ผมถามหน่อยว่ามีนโยบายรัฐบาลตรงไหนที่มุ่งเน้นบอกว่าสนับสนุนเฉพาะคนบางกลุ่มที่มีฐานะดีอยู่แล้ว หรือระบบอำมาตย์ ไม่มีเลยครับ ดังนั้นเป็นเรื่องซึ่งเขาก็มีสิทธิ์จะพูด แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามว่า ทำไมกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการให้เกิดการเผชิญหน้ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  คงจะเห็นอยู่ว่ามีบุคคลซึ่งถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ ตัดสิน ที่ไม่ยอมรับคำตัดสินนั้น ที่ไม่ยอมมารับผิด ไม่รับผิดชอบต่อการกระทำในอดีตของตัวเอง ซึ่งผมเข้าใจได้ในบางส่วนของความผิดที่เห็นว่าอาจจะเป็นปัญหาว่ากฎหมายเป็นธรรมหรือไม่ แต่ต้องแก้ด้วยกระบวนการของกฎหมาย ไม่ใช่ไปสร้างการเผชิญหน้า แล้วดึงเอาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือสถาบันหลักของชาติเข้ามาอยู่ในความขัดแย้ง

 "ผมพูดเสมอว่าประเด็นเรื่องกฎหมายยุบพรรค หรืออะไร ถ้าคิดว่าไม่เป็นธรรมก็มาคุยกัน แต่ไม่ใช่ไปกล่าวหาประธานองคมนตรี หรือคนนั้นคนนี้ แล้วเรื่องต่างๆที่นำมาพูด เราก็จะเห็นว่ามันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในหลายๆเรื่อง และก็ต้องเข้าใจด้วยว่าตัวผู้พูดเองก็กำลังหลบหนีกฎหมายอยู่ ”

 ผู้สื่อข่าวถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าวันที่ 8 เม.ย.นี้ จะระดมคนได้ถึง 3 แสนคน และจะชุมนุมไปถึงบริเวณบ้านสี่เสาเทเวศร์ รัฐบาลเตรียมรับมืออย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลวางแผนเรียบร้อยแล้วในเรื่องการให้กำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย  ไม่ให้เกิดปัญหา

 เมื่อถามว่าคิดว่าสถานการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอีกนานแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากย้ำว่าการชุมนุมเรียกร้องถ้าไม่มีความรุนแรง ถ้าไม่ทำให้งานของรัฐบาลชะงัก เราอย่าไปกังวล และอะไรก็ตามที่เกิดระหว่างการชุมนุมซึ่งกระทบกระเทือนกับความมั่นคงของประเทศ ขณะนี้มีการดำเนินการทางกฎหมายอยู่ บ้านเมืองต้องรักษาหลักอย่างนี้ อดทน ถ้าหลวมตัวนำไปสู่ความรุนแรง การปะทะกัน บ้านเมืองจะเสียหาย หรือถ้าคิดมักง่ายว่าใครเรียกร้องอะไร ก็ยอมตามไป เรื่องก็จะไม่จบ เพราะมีคนอีกจำนวนมากที่มีความเห็นไม่ตรงกับคนที่มาชุมนุมอยู่ และมีความเห็นอย่างรุนแรงด้วย ซึ่งได้สะท้อนผ่านหลายๆสื่ออยู่ในขณะนี้อยู่ รวมถึงส่งมาถึงตนด้วย ตนก็เข้าใจความรู้สึกของทุกฝ่าย ตนมั่นใจว่าการปรบมือข้างเดียวนั้นจะไม่ดัง และขณะนี้ยังไม่มีนโยบายอะไรที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตนก็ไม่ได้รับผลกระทบพรุ่งนี้ตนก็ทำงานต่อ

 เมื่อถามว่าในวันที่ 8 เม.ย.นี้จะต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่นอกเหนือจากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ และจำเป็นต้องมีการประกาศ พรก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มีความคิดที่จะใช้พระราชกำหนด ยังเชื่อว่าการใช้กำลังตำรวจโดยที่ตำรวจสามารถร้องขอผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ทั้งจากกองทัพ หรือบุคคลากรจากฝ่ายอื่นๆ น่าจะเพียงพอในการดูแลสถานการณ์ และมั่นใจว่าปัญหาจะจบด้วยดีในเร็ววัน

 “ มั่นใจครับ ผมเชื่อในความเป็นคนไทย ผมเชื่อในเสียงส่วนใหญ่ที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ผมเชื่อในการเคารพเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ และผมมั่นใจว่าใครที่พยายามที่จะดึงบ้านเมืองไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ในที่สุดไม่เข้าใจก็จะต้องจำนนต่อความถูกต้อง ”

 เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการปกป้องสถาบันองคมนตรีอย่างไร เพราะขณะนี้ถูกโจมตีอย่างหนัก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ได้ใช้บางโอกาสชี้แจง ขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้าใจว่าถ้ามีการละเมิดกฎหมาย ก็ต้องใช้กระบวนการของกฎหมาย เพียงแต่สถานะของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็คงไม่ประสงค์ที่จะมาเป็นคู่กรณี คู่ขัดแย้ง รัฐบาลก็จะพยายามทำความเข้าใจในความถูกต้องให้เกิดขึ้น

 ผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุม ครม.ในวันที่ 7 เม.ย.นี้ ได้มีการหาสถานที่สำรองไว้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าการประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้าจะต้องไปดูในเรื่องของอาเซียน ที่พัทยา

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามองปรากฎการณ์อย่างไรที่องคมนตรีหลายท่านออกมาตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ท่านก็ต้องชี้แจง เพราะเมื่อถูกพาดพิงคนเกิดความเข้าใจผิดได้และคงไม่มีใครชี้แจงได้ดีเท่าตัวท่านเอง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ท่านสามารถยืนยันได้ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง แต่ก็สังเกตว่าในความเป็นผู้ใหญ่ขององคมนตรีแต่ละท่านก็จะพยายามชี้แจงน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ไปให้ร้ายใคร ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความน่าเคารพ น่าเชื่อ ถือของผู้ใหญ่ทุกท่าน ไม่ใช่ไปตอบโต้ขยายวงให้บ้านเมืองขัดแย้งมากขึ้น

 “ แต่ก็ต้องตั้งคำถามไปถึงคนที่พยายามดึงท่านเหล่านี้ลงมาสู่ความขัดแย้งว่าทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามย้ำว่ามองเรื่องการโจมตีสถาบันองคมนตรีของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีนัยะที่ต้องการจะโจมตีไปถึงสถาบันอื่นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างที่เรียนแล้วเมื่อเดินในแนวทางที่จะแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ ก็พยายามจะสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมโดยไปดึงองค์กรอื่นๆเข้ามาก็เป็นธรรมดา
 ต่อข้อถามว่าที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวต่างๆสร้างความสับสนระหว่างสถาบันองคมนตรีและสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ควรมีความสับสน รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดเจน การกล่าวพาดพิงหรือโจมตีสถาบันองคมนตรีจะไปพูดว่าเท่ากับเป็นการโจมตีสถาบันอื่นคงไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันต้องดูว่าเป็นการโจมตีในลักษณะไหนอย่างไร ในบทบัญญัตติในรัฐธรรมนูญจะมีอยู่ในเรื่องความสัมพันธ์ขององค์พระมหากษัตริย์กับองคมนตรี เช่น การแต่งตั้งการให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความสถานะทางกฎหมายเป็นอย่างไรแล้วแปลว่าเป็นความเหมาะสม ตนคิดว่าเรามีสถาบันที่ดำรงความเป็นกลางอยู่ และเป็นหลักทำให้เกิดความมั่นคงของบ้านเมือง ใครพยายามที่จะโจมตีสถาบันที่มีความเป็นกลางที่เป็นหลักของบ้านเมืองก็เท่ากับทำลายความมั่นคง รัฐบาลจึงพยายามดูข้อกฎหมายอยู่ในการดำเนินการต่อไป

 เมื่อถามว่าจะได้ข้อยุติเมื่อไรเพราะปัญหาก็กินระยะเวลายาวนาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กฎหมายก็ไม่ง่ายเพราะความเป็นนามธรรมของความมั่นคงมันก็ต้องรัดกุม ถ้ารัฐบาลดำเนินการไปแล้วเกิดความไม่รัดกุมแทนที่จะเป็นผลดีก็กลับเป็นผลเสีย จึงมีการดูแลทบทวนกันหลายรอบในขณะนี้ให้เกิดความรัดกุมที่สุด