
"อภิสิทธิ์"น้อมรับกระเเสพระราชดำรัส
นายกฯระบุขึ้นเงินเดือน อบต. ควรรอบคอบ "สุเทพ" เผยยังไม่รู้รายละเอียด กมม.อัด"มท.-รัฐบาล"มีเจตนาหาเสียงมากไป
(6ธ.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการมีสติ รู้หน้าที่ ไม่ประมาท ไปปฏิบัติ สำหรับในส่วนของรัฐบาล เชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คงนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องมีการพูดคุย เพื่อให้สมาชิกพรรคน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน ทั้งนี้กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านถือเป็นเรื่องสิริมงคลที่เตือนสติประชาชนทุกคน
"อภิสิทธิ์"น้อมรับกระเเสพระราชดำรัส
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลโดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี น้อมใส่เกล้าใส่กระหม่อม ตนคิดว่ากระแสพระราชดำรัสที่ทรงเน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติหน้าที่และไม่ประมาท เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ หากทุกคนได้น้อมนำไปปฏิบัติตนเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองของเราสงบสุข ซึ่งเป็นพระราชประสงค์อยู่แล้ว
ยังไม่รู้รายละเอียด"ชวรัตน์"ปรังเงินเดือนให้อบต.
นายสุเทพกล่าวถึงกรณีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ประกาศขึ้นค่าตอบแทนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ถูกมองเป็นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า ว่า ใครจะขึ้นเงินเดือนใครก็ว่าไปตามกติกา เงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการปรับตามสถานการณ์ กรณีนี้ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดว่ามีการเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ส่วนกำนันผู้ใหญ่บ้านก็เพิ่งขึ้นไปก่อนหน้านี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง ทั้งนี้ใครจะวิจารณ์ทำได้ทุกเรื่อง แต่อย่าใส่สีตีข่าว อย่าเพิ่มเติมความมุ่งหมายที่จะทำลายกัน
เมื่อถามว่ารัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชน ที่ถูกมองว่าเป็นการลดแลกแจกแถมก่อนเลือกตั้ง นายสุเทพ กล่าวว่า ขอให้พิจารณาด้วยความเป็นธรรม โครงการนี้รัฐบาลทำต่อเนื่องมานานแล้ว ตอนนี้คนมีรายได้น้อยยังลำบากอยู่ ควรจะอุ้มชูดูแลกันต่อไป เป็นความจริงใจของรัฐบาล อย่าได้แปลเป็นอย่างอื่น เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมออกหนังสือแฉ 120 เมนูทุจริต นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยตั้งใจทำก็เป็นเรื่องดี ถ้ามีเบาะแส หลักฐาน นายกฯพร้อมที่จะดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ใช่มาพูดว่า มีคอร์รัปชั่น 20 , 40 % พูดกันไปเรื่อย แต่ไม่มีหลักฐาน
นายกฯระบุขึ้นเงินเดือนอบต.ควรรอบคอบ
เมื่อเวลา 14.30 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเลย ยังไม่เห็นเรื่องเลย อย่างที่ตนเรียนไปว่า ค่าตอบแทนของบุคลากรที่อยู่ภาครัฐหรือท้องถิ่นมันจะยึดโยงกันอยู่ ฉะนั้นการที่จะดำเนินการอะไรต้องคำนึงถึงตรงนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าเราไปดำเนินการแล้วไม่ดูให้รอบคอบ ไปดำเนินการกับกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ตามมาทันทีคือกลุ่มอื่นที่ยึดโยงกันอยู่ก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าดูแล้วว่ามันเป็นไปตามหลักที่มันยึดโยงกันอยู่ก็ไม่เป็นปัญหา มันต้องดูรายละเอียดตรงนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางของนายกฯยังยืนยันให้ดำเนินการในเดือนเม.ย.2554 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “เวลาไม่สำคัญเท่ากับตัวค่าตอบแทนที่ให้ว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่” เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าที่ระบุว่านายกฯต้องการให้ดำเนินการในเดือนเม.ย.2554 เพราะต้องการให้เป็นผลงานของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “จริงๆแล้วกระทรวงไหนทำก็เป็นผลงานของรัฐบาล ไม่มีปัญหาอะไรเลย ไม่ได้มีปัญหาเลยว่าจะต้องเป็นผลงานของใคร แต่ว่าความเหมาะสมมันอยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง ถ้ามีความเหมาะสมผมคิดว่าก็น่าจะดำเนินการ แต่ถ้าหากมันยังไม่ดูให้รอบคอบก็เพียงแต่เตือนไว้เท่านั้นเอง ว่าทุกกลุ่มเวลาที่เราดูค่าตอบแทนมันจะเชื่อมโยงกัน เราจะไปทำทีละกลุ่ม แล้วเดี่ยวจะมีการร้องเรียนกันไล่เป็นงูกินหางไม่จบหรอกครับ ฉะนั้นถ้ายึดโยงกันแล้วก็ไม่เป็นปัญหา ก็ควรจะชี้แจงมาให้ชัดเจนเท่านั้นเอง”
กมม.อัด"มท.-รัฐบาล"มีเจตนาหาเสียงมากไป
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า ตนเห็นว่าการขึ้นเงินประจำตำแหน่งให้ผู้บริหารอบต.ทั่วประเทศ โดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยนั้น มีเจตนาหาเสียงมากเกินไป เพราะช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงเลือกตั้ง ถ้าเรื่องนี้เป็นความบริสุทธิ์ใจ ทำไมไม่ขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งที่รัฐบาลก็เคยรับไว้หรือไม่ก็ไปพิจารณาปรับอัตราเงินเดือนหรือค่าตอบแทนกันทั้งระบบพร้อมกับข้าราชการส่วนอื่นๆ ในช่วงเดือนเม.ย.2554น่าจะเป็นเหตุเป็นผลมากกว่านี้
นายสุริยะใสกล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ได้ค้านการขึ้นเงินค่าตอบแทน อบต. แต่จะปรับขึ้นต้องมีฐานคิด และทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างแท้จริง สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลนี้ยังไม่ได้คิดคือ นโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการจัดงบประมาณอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้น มีปัญหามาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ เพราะไปตัดงบอุดหนุน อปท.ไปสนับสนุนนโยบายประชานิยมของรัฐบาลสมัยนั้น ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลจัดงบสนับสนุนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่พอมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้จัดงบประมาณอุดหนุนเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างที่หาเสียงไว้ รัฐบาลก็ยังใช้วิธีโยกเอางบ อปท.ไปสนับสนุนนโยบายประชานิยมเหมือนกับรัฐบาลทักษิณ
"ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญเคยกำหนดให้รัฐจัดงบอุดหนุน อปท. ร้อยละ 35 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในปี 2549 แต่จนป่านนี้งบอุดหนุน อปท.ยังย่ำอยู่กับที่คือประมาณร้อยละ 24 เท่านั้น ทำให้ อปท.อ่อนแอ และพึ่งตันเองไม่ได้ ยังรอพึ่งอำนาจส่วนกลางเป็นหลัก ในขณะที่รัฐส่วนกลางก็ไม่มีเอกภาพทำให้กลายเป็นเอาเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาหาเสียงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง ซึ่งทำให้การกระจายอำนาจแม้พูดกันมานานแต่ไม่เคยปรากฎเป็นจริง การขึ้นเงินประจำตำแหน่ง อบต.ครั้งนี้ จึงเป็นวิธีคิดที่หวังผลเลือกตั้ง ไม่ได้สะท้อนแนวคิดหรือวิสัยทัศน์ของการกระจายอำนาจหรือการปฏิรูป และการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง"นายสุริยะใสกล่าว
นายสุริยะใสกล่าวว่า อยากฝากไปถึงสมาคม อบต.ทั่วประเทศ ที่เคลื่อนไหวทวงเงินเดือนครั้งนี้ว่า เป็นสิทธิที่สามารถเรียกร้องได้ แต่ อบต.ก็ต้องเร่งยกระดับการทำงานให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ คำนึงถึงการพัฒนาองค์กร เพื่อให้ อบต.เป็นหน่วยปกครองที่เป็นของประชาชนจริงๆ ไม่เช่นนั้นเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นทั้งระบบปีละ 3,400 ล้านบาท จากจำนวน อบต. ทั้งหมดกว่า 84,000 คน ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนก็ไม่ได้ส่งผลให้ อบต.ได้รับการพัฒนาหรือปฏิรูปแต่อย่างใด



