
กำแพงเมืองสงขลา
สงขลา เป็นเมืองที่ปรากฏชื่อในบันทึกของนักเดินเรือและพ่อค้าต่างแดนมาในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ว่า ซิงกอรา (Singora) ซึ่งสันนิษฐานว่าหมายถึง สิงห์ โดยอาจเพี้ยนมาจากคำว่า สิงหลา (อ่าน สิง-หะ-หลา)
ที่มาของชื่อเมืองสงขลานี้ ยังปรากฏในพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความตอนหนึ่งว่า
‘สงขลา เดิมชื่อ สิงหนคร อ่านว่า สิง-หะ-นะ-คะ-ระ เสียงสระอะอยู่ท้าย มลายูไม่ชอบ จึงเปลี่ยนเป็นอา และชาวมลายูพูดลิ้นรัวเร็ว ตัดหะ และ นะ ออก คงเหลือ สิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ซิงคะรา หรือ สิงโครา จนมีการเรียกเป็น ซิงกอรา’
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชื่อเมืองแห่งนี้ว่ามีที่มาอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ ผู้คนที่เดินทางไปยัง จ.สงขลา คงเคยได้เห็นกำแพงเมืองซึ่งอยู่ในบริเวณหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา กำแพงดังกล่าวสร้างขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ ตามพระราชโองการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีท้องตราลงมาให้พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2379 โดยพระราชทานเงินภาษีอากรเมืองสงขลาให้ 200 ชั่ง แต่ยังก่อกำแพงไม่ทันแล้วเสร็จ หัวเมืองมลายูก็เกิดเป็นกบฏขึ้นเมื่อ พ.ศ.2381 มีการยกทัพมาเผาเมืองจะนะแล้วเลยเข้าตีเมืองสงขลา
ในครั้งนั้น พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ได้รักษาเมืองไว้จนทัพหลวงจากกรุงเทพฯ ยกลงมาช่วยต่อตีกับชาวมลายูจนพ่ายแพ้กลับไป จากนั้นทัพหลวงจึงได้ช่วยก่อกำแพงเมืองสงขลาจนสำเร็จเมื่อ พ.ศ.2385
กำแพงเมืองสงขลา ก่อด้วยหินสอปูน มีเชิงเทินใบเสมาเป็นรูปป้อม จำนวน 8 ป้อม แต่ละป้อมมีปืนใหญ่กระสุน 4 นิ้ว ป้อมละ 3-4 กระบอก ประตูเมืองเป็นซุ้มใหญ่ 10 ประตู และมีประตูเล็กอีก 10 ประตู
ล่าสุด หลังจากเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนหนึ่งของกำแพงดังกล่าวได้พังทลายลงมาบนพื้นถนน โดยจุดที่พังเสียหายอยู่บริเวณกึ่งกลางของกำแพงความยาวประมาณ 4 เมตร และนอกจากนี้ ยังมีร่องรอยที่พร้อมจะทำให้กำแพงพังเสียหายลงมาได้ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้สำนักงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดสงขลาได้ทำเรื่องเสนอกรมศิลปากรเพื่อดำเนินการบูรณะแล้ว
กำแพงเมืองสงขลา เป็นปราการอันแกร่งกล้าที่มีคุณค่าทางใจของผู้คน ซึ่งควรแก่การอนุรักษ์ให้มั่นคงต่อไป
เรือนอินทร์ หน้าพระลาน



