ข่าว

อลงกรณ์ชูพ่อคูณพรีเซ็นเตอร์ล้างสินค้าละเมิด

อลงกรณ์ชูพ่อคูณพรีเซ็นเตอร์ล้างสินค้าละเมิด

06 ธ.ค. 2553

อลงกรณ์สั่งกวาดล้างสินค้าละเมิดช่วงปีใหม่ ส่งรายชื่อ 2 บริษัทเจ้าของพื้นที่ขายสินค้าให้ตรวจสอบภาษีแล้ว หลังพบยังปล่อยให้มีการขายสินค้าละเมิดฯ พร้อมดึง “หลวงพ่อคูณ” พรีเซ็นเตอร์ไม่ใช้สินค้าละเมิดฯ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกกวาดล้างสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้นตลอดเดือนธันวาคมนี้ไปจนถึงต้นปี 2554 เนื่องจากในช่วงเทศกาลปีใหม่ มักจะเป็นช่วงที่มีสินค้าละเมิดฯ ออกจำหน่ายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการละเมิดเครื่องหมายการค้าหรือสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด และนาฬิกา เป็นต้น และขอความร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่ขายสินค้าในการแจ้งเบาะแสอีกแรงหนึ่งด้วย

 สำหรับพื้นที่หลักๆ ที่ได้กำชับให้เข้มงวดเป็นพิเศษ คือพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสีแดง 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ คลองถม สะพานเหล็ก บ้านหม้อ พัฒนพงษ์ สีลม ศูนย์การค้ามาบุญครอง พันธุ์ทิพย์พลาซา และย่านการค้าสุขุมวิท รวมทั้งเขตในต่างจังหวัด เช่น นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต และเกาะสมุย เป็นต้น

 "เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมายังได้ส่งรายชื่อนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ขายสินค้าที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่สีแดง ให้กรมสรรพากรตรวจสอบด้านการเสียภาษีแล้ว 2 ราย เป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดัง 1 แห่ง และเป็นย่านตลาดชื่อดังอีก 1 แห่ง เนื่องจากยังคงมีการปล่อยให้ผู้ค้า ขายสินค้าละเมิดฯ ถือว่าเจ้าของพื้นที่มีรายได้โดยมิชอบมาจากการขายสินค้าละเมิดฯ และยังได้สั่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบกิจการของบริษัทดังกล่าวด้วย" นายอลงกรณ์กล่าวและว่า การตรวจสอบภาษีและกิจการถือเป็นเพียงมาตรการขั้นที่หนึ่งเท่านั้น หากพบว่าบริษัทที่เป็นเจ้าของพื้นที่ยังคงปล่อยให้ผู้ค้าขายสินค้าละเมิดฯ ไป ก็จะมีมาตรการอื่นอีกคือ การตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ตรวจสอบงบดุล งบบัญชีขาดทุนของบริษัท จนถึงมาตรการสุดท้ายดำเนินการด้านกฎหมายซึ่งมีโทษถึงจำคุก เพราะการขายสินค้าละเมิดฯ ไม่ใช่แค่ปัญหาริมถนนอีกแล้ว แต่เป็นการทำลายอุตสาหกรรมภายในประเทศ และทำลายอนาคตของชาติด้วย

 อย่างไรก็ตาม หลังจากการปราบปรามอย่างเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญารณรงค์ไม่ใช้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น ทำให้สินค้าละเมิดฯ และผู้ขายสินค้าดังกล่าวลดลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้สินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นสินค้าเถื่อนจะหมดไปได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส และการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ